ประเภทของการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน

ลักษณะ รูปแบบ และประเภทของการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน

ลักษณะ รูปแบบ และประเภทของการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน

ลักษณะ รูปแบบ และประเภทของการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน นั้น ที่มีอยู่ปัจจุบันในประเทศไทยก็อาจแยกพิจารณาออกได้เป็นรูปแบบของสำนักงานนักสืบ นักสืบเอกชนอิสระ และโรงเรียนนักสืบ มีรายละเอียดดังนี้

1.สำนักงานนักสืบ

สำนักงานนักสืบก็คือองค์กรที่รวบรวมนักสืบเอกชนไว้คอยให้บริการแก่ผู้ว่าจ้างที่ประสงค์จะสืบหาข้อมูลใดๆ โดยหากไม่มีสำนักงานก็อาจทำให้การติดต่อกันระหว่างผู้ว่าจ้างกับนักสืบเอกชนไม่สะดวกนัก สำหรับลักษณะของสำนักงานนักสืบนั้น ภายในสำนักงานจะประกอบไปด้วยเจ้าของกิจการที่อาจทำงานเป็นนักสืบด้วยหรือไม่ก็ได้ และนักสืบเอกชนผู้ซึ่งอาจเป็นลูกจ้างที่รับเงินเดือนจากเจ้าของสำนักงานหรือเป็นผู้รับจ้างที่รับเงินเป็นงานๆไป โดยได้ส่วนแบ่งตามแต่จะตกลงกัน โดยสำนักงานนักสืบอาจเปิดกิจการเป็นองค์กรธุรกิจได้หลายรูปแบบ เช่น

  •  กิจการเจ้าของรายเดียว

สำนักงานนักสืบที่เป็นกิจการเจ้าของรายเดียว คือ สำนักงานที่มีผู้ลงทุนเพียงผู้เดียว โดยเปิดสำนักงานขึ้นรับงานสืบหาข้อมูลตามแต่ผู้ว่าจ้างจะกำหนด เมื่อได้รับงานมาแล้วเจ้าของสำนักงานก็จะแจกจ่ายงานให้กับนักสืบในสำนักงานของตน โดยตัวผู้เป็นเจ้าของอาจทำงานเป็นนักสืบเองด้วยหรือไม่ก็ได้ กล่าวคือ อาจทำงานเป็นนักสืบเอกชนด้วย หรือเป็นแต่เพียงผู้บริหารสำนักงาน รับงานมาแล้วก็แจกจ่ายงานไป หรือแม้แต่เป็นเพียงผู้ออกเงินทุนให้กับสำนักงาน ตนเองไม่ได้บริหารงานเองเลยก็ได้ เพียงแต่เจ้าของสำนักงานก็ต้องมีความเข้าใจในการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนพอสมควร หากไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็อาจโดนลูกน้องในสำนักงานฉ้อโกงได้ หรือหากมีการแต่งตั้งผู้บริหารสำนักงานขึ้นมาทำหน้าที่แทนตน ก็ต้องเป็นบุคคลที่ รู้เรื่องการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน และสามารถไว้วางใจได้เป็นอย่างดี ดังนั้น หากมองในแง่ของผู้ว่าจ้างที่จะมอบหมายงานให้แก่สำนักงานนักสืบที่เป็นกิจการเจ้าของรายเดียวนี้ ก็อาจเกิดความไม่มั่นใจนัก เพราะเมื่อผู้ลงทุนมีเพียงคนเดียว และในบางกรณีเจ้าของที่ลงทุนก็อาจไม่มีความรู้ในด้านการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนด้วยซ้ำ ทำให้มีโอกาสที่งานที่จ้างจะไม่ได้รับผลสำเร็จ หรืออาจสูญเงินค่าจ้างไปเปล่าๆก็เป็นได้ จึงควรต้องมีกฎหมายเฉพาะเข้ามากำกับดูแล โดยกำหนดให้มีมาตรฐานขั้นต่ำเป็นเกณฑ์ในการขออนุญาตเปิดสำนักงานนักสืบ เช่น เจ้าของกิจการต้องเป็นผู้ได้รับการอบรมการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน มีความเข้าใจในการทำงานของนักสืบเอกชนเป็นอย่างดี หรือต้องมีเงินทุนขั้นต่ำในการเปิดสำนักงานเท่าไรจึงจะเปิดสำนักงานนักสืบได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้บริโภคที่จะมาจ้างนักสืบเอกชนเพื่อค้นหาข้อมูลที่ตนต้องการ โดยไม่ถูกหลอกหรือต้องสูญเงินไปโดยเปล่าประโยชน์เป็นต้น

  • ห้างหุ้นส่วนสามัญ

สำนักงานนักสืบที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ สำนักงานนักสืบที่เกิดจากการรวมตัวกันของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาเข้าหุ้นกันเป็นเจ้าของกิจการสำนักงานนักสืบโดยเปิดเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือ มีการทำสัญญาตกลงที่จะลงทุนร่วมกันเพื่อเปิดสำนักงานนักสืบ ด้วยประสงค์จะแบ่งกำไรอันจะได้จากกิจการสำนักงานนักสืบนั้น ทั้งนี้หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันอย่างไม่จำกัดในหนี้ทั้งปวงของห้าง

  • ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล

สำนักงานนักสืบที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ก็คือสำนักงานนักสืบที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่ได้มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จึงเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลตามประวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยสำนักงานนักสืบที่จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลแล้วก็จะมีสถานะเป็นนิติบุคคลไม่ใช่เป็นเพียงบุคคลธรรมดาดังเช่นสำนักงานนักสืบที่เป็นกิจการของเจ้าของรายเดียวหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้น สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของห้างก็จะแยกต่างหากออกมาจากตัวผู้ที่เป็นหุ้นส่วน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1064 วรรคสองวรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า บังคับ

  1. ชื่อห้างหุ้นส่วน
  2. วัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วน
  3. ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสาขาทั้งปวง
  4. ชื่อและที่สำนักกับทั้งอาชีวะของผู้เป็นหุ้นสวนทุกๆคน ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดมีชื่อยี่ห้อ ก็ให้ลงทะเบียนทั้งชื่อและยี่ห้อด้วย
  5. ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ ในเมื่อได้ตั้งแต่งให้เป็นผู้จัดการแต่เพียงบางคน
  6. ถ้ามีข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการประการใดให้ลงไว้ด้วย
  7. ตราซึ่งใช้เป็นสำคัญของห้างหุ้นส่วนข้อความซึ่งลงทะเบียนนั้น จะลงรายการอื่นๆอีกอันคู่สัญญาเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบด้วยก็ได้ การลงทะเบียนนั้น ต้องลงลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน และต้องประทับตราของห้างหุ้นส่วนนั้นด้วย ให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนนั้นฉบับหนึ่ง
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด

สำนักงานนักสืบที่เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ สำนักงานนักสืบที่เกิดจากการรวมตัวกันของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เข้าหุ้นกันเป็นเจ้าของกิจการสำนักงานนักสืบ โดยมีการจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสถานะเป็นนิติบุคคล ดังนั้น สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของห้างจึงแยกต่างหากจากตัวหุ้นส่วนทั้งประเภทจำกัดและไม่จำกัดความรับผิด เช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนนิติบุคคล เพียงแต่ความรับผิดของหุ้นส่วนจะจำกัดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทความเป็นหุ้นส่วนของหุ้นส่วนแต่ละคนอันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1078 บังคับว่าต้องจดทะเบียน การลงทะเบียนนั้น ต้องมีรายการดังต่อไปนี้

  1. ชื่อห้างหุ้นส่วน
  2. ข้อแถลงความว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด และวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนั้น
  3. ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง
  4. ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำนวนเงินซึ่งเขาเหล่านั้นได้ลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นส่วนรับผิด
  5. ชื่อ ยี่ห้อ สำนัก และอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความ
  6. ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ
  7. ถ้ามีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการอันจะผูกพันห้างหุ้นส่วนนั้น ประการใดให้ลงไว้ด้วยข้อความซึ่งลงทะเบียนนั้น จะลงรายการอื่นๆอีกอันคู่สัญญาเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบด้วยก็ได้การลงทะเบียนนั้น ต้องลงลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนและต้องประทับตราของห้างหุ้นส่วนนั้นด้วยให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนนั้นฉบับหนึ่ง
  • บริษัทจำกัด

สำนักงานนักสืบที่เป็นบริษัทจำกัด คือ สำนักงานนักสืบที่มีการจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่าเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปก็สามารถตั้งบริษัทจำกัดได้ บริษัทจำกัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล ดังนั้นสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของบริษัทจึงแยกต่างหากจากตัวผู้ถือหุ้น ปัจจุบันสำนักงานนักสืบที่เป็นบริษัทจำกัดก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นรูปแบบองค์กรธุรกิจที่เหมาะสมกับกิจการ เป็นนิติบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่จำเป็นต้องมีผู้ถือหุ้นจำนวนมากดังเช่นบริษัทมหาชนจำกัด และผู้ถือหุ้นแต่ละคนก็มีความรับผิดจำกัดเท่าที่ตนลงหุ้นเท่านั้นด้วยการจัดตั้งสำนักงานนักสืบในรูปแบบของบริษัทจำกัดนั้นจะต้องดำเนินการตามลำดับเป็นขั้นตอนดังนี้

  1. บุคคลใดๆตั้งแต่สามคนขึ้นไปจะเริ่มก่อการและตั้งเป็นบริษัทจำกัดก็ได้โดยเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิ” ซึ่งต้องมีรายการดั่งต่อไปนี้ คือ

(1) ชื่อบริษัทอันคิดจะตั้งขึ้น ซึ่งต้องมีคำว่า “จำกัด” ไว้ปลายชื่อนั้นด้วยเสมอไป

(2) ที่สำนักงานของบริษัทซึ่งบอกทะเบียนนั้นจะตั้งอยู่ ณ ที่ใดในพระราชอาณาเขต

(3) วัตถุที่ประสงค์ทั้งหลายของบริษัท

(4) ถ้อยคำสำแดงว่า ความรับผิดของผู้ถือหุ้นจะมีจำกัด

(5) จำนวนทุนเรือนหุ้นซึ่งบริษัทคิดกำหนดจะจดทะเบียนแบ่งออกเป็นหุ้นมีมูลค่า                         กำหนดหุ้นละเท่าไร

(6) ชื่อ สำนัก อาชีวะ และลายมือชื่อของบรรดาผู้เริ่มก่อการ ทั้งจำนวนหุ้นซึ่งต่างคนต่างเข้าชื่อซื้อไว้คนละเท่าใด

(7) ข้อแถลงว่ากรรมการของบริษัทจำกัดจะรับผิดโดยไม่จำกัด (ถ้ามี)

  • นำหนังสือบริคณห์สนธิไปจดทะเบียน
  • จำนวนหุ้นทั้งหมดซึ่งบริษัทคิดจะจดทะเบียนนั้น ต้องมีผู้เข้าชื่อซื้อหรือออกให้กันเสร็จก่อนการจดทะเบียนของบริษัท
  • ผู้เริ่มก่อการนั้น ต้องนัดบรรดาผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นมาประชุมตั้งบริษัท”
  • เมื่อได้ประชุมตั้งบริษัทแล้ว ให้ผู้เริ่มก่อการบริษัทมอบการทั้งปวงให้แก่กรรมการของบริษัท เมื่อกรรมการได้รับการแล้ว ก็ให้ลงมือจัดการเรียกให้ผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าซื่อซื้อหุ้นทั้งหลายใช้เงินในหุ้นซึ่งจะต้องใช้เป็นตัวเงิน เรียกหุ้นหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้า ตามที่ได้ กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวนบอกกล่าวป่าวร้องหรือหนังสือชวนให้ซื้อหุ้น
  • หลังจากนั้น กรรมการต้องไปขอจดทะเบียนบริษัทภายในสามเดือนนับแต่ประชุมตั้งบริษัท คำขอและข้อความที่ลงในทะเบียนนั้น ให้ระบุรายการตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมตั้งบริษัท ดังต่อไปนี้ คือ

(1) จำนวนหุ้นทั้งสิ้นซึ่งได้มีผู้เข้าชื่อซื้อหรือได้จัดออกให้แล้ว แยกให้ปรากฏว่าเป็นชนิดหุ้นสามัญเท่าใด หุ้นบุริมสิทธิเท่าใด

(2) จำนวนหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้วหรือได้ใช้แต่บางส่วนแล้ว นอกจากที่ใช้เป็นตัวเงิน และหุ้นที่ได้ใช้แต่บางสวนนั้น ให้บอกว่าได้ใช้แล้วเพียงใด

(3) จำนวนเงินที่ได้ใช้แล้วหุ้นละเท่าใด

(4) จำนวนเงินที่ได้รับไว้เป็นค่าหุ้นรวมทั้งสิ้นเท่าใด

(5) ชื่อ อาชีวะ และที่สำนักของกรรมการทุกคน

(6) ถ้าให้กรรมการต่างมีอำนาจจัดการของบริษัทได้โดยลำพังตัวให้แสดงอำนาจของกรรมการนั้นๆว่าคนใดมีเพียงใด และบอกจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งจะลงชื่อเป็นสำคัญผูกพันบริษัทได้นั้นด้วย

(7) ถ้าตั้งบริษัทขึ้นชั่วกาลกำหนดอันหนึ่ง ให้บอกกาลกำหนดอันนั้นด้วย

(8) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสาขาทั้งปวง การลงทะเบียนจะมีรายการอย่างอื่นซึ่งกรรมการเห็นสมควรจะให้ทราบแก่ประชาชนก็ลงได้ ในการขอจดทะเบียนนั้น ถ้าได้ทำข้อบังคับของบริษัทไว้ประการใดบ้าง ต้องส่งสำเนาข้อบังคับนั้นๆไปด้วย กับทั้งสำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท หนังสือทั้งสองนี้ กรรมการต้องลงลายมือชื่อรับรองคนหนึ่งเป็นอย่างน้อย ให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่บริษัทฉบับหนึ่งอย่างไรก็ตาม ในการจัดตั้งบริษัท ถ้าได้ดำเนินการครบทุกขั้นตอนดังต่อไปนี้ภายในวันเดียวกับวันที่ผู้เริ่มก่อการจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ กรรมการจะขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนบริษัทไปพร้อมกันภายในวันเดียวกันก็ได้

(1) จัดให้มีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นครบตามจำนวนหุ้นทั้งหมดที่บริษัทจะจดทะเบียน

(2) ประชุมจัดตั้งบริษัทเพื่อพิจารณากิจการต่างๆตามมาตรา 1108 โดยมีผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทุกคนเข้าร่วมประชุม และผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทุกคนให้ความเห็นชอบในกิจการที่ได้ประชุมกันนั้น

(3) ผู้เริ่มก่อได้มอบกิจการทั้งปวงไห้แก่กรรมการ

(4) กรรมการได้เรียกให้ผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นใช้เงินค่าหุ้นตามมาตรา 1110 วรรคสอง และเงินค่าหุ้นดังกล่าวได้ใช้เสร็จแล้ว

  • บริษัทมหาชนจำกัด

สำนักงานนักสืบที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ก็คือสำนักงานนักสืบที่มีการจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่าเป็นบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยบุคคลตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปสามารถตั้งบริษัทมหาชนจำกัดได้ บริษัทมหาชนจำกัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล ดังนั้น สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของบริษัทจึงแยกต่างหากจากตัวผู้ถือหุ้น แต่ปัจจุบันอาจยังไม่มีสำนักงานนักสืบที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด เนื่องจากยังไม่มีผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่ดำเนินธุรกิจนักสืบเอกชนจนต้องจัดการในรูปแบบองค์กรใหญ่อย่างบริษัทมหาชนจำกัด การจัดตั้งสำนักงานนักสืบในรูปแบบของบริษัทมหาชนจำกัดนั้นจะต้องดำเนินการตามลำดับเป็นขั้นตอนดังนี้

  1. บุคคลธรรมดาตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไปจะเริ่มจัดตั้งบริษัทได้โดยจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีร้ายการดังต่อไปนี้

(1) ชื่อบริษัท” ซึ่งต้องมีคำว่า “บริษัท” นำหน้า และ “จำกัด (มหาชน) ต่อท้าย หรือจะใช้อักษรย่อว่า “บมจ.” นำหน้า แทนคำว่า “บริษัท” และ “จำกัด (มหาชน)” ก็ได้ แต่ในกรณีที่ใช้ชื่อเป็นอักษรภาษาต่างประเทศ จะใช้คำซึ่งมีความหมายว่าเป็น “บริษัทมหาชนจำกัด” ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงแทนก็ได้ ทั้งนี้ ชื่อบริษัทต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

(2) ความประสงค์ของบริษัทที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน

(3) วัตถุประสงค์ของบริษัทซึ่งต้องระบุประเภทของธุรกิจโดยซัดแจ้ง

(4) ทุนจดทะเบียนซึ่งต้องแสดงชนิด จำนวน และมูลค่าของหุ้น

(5) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ซึ่งต้องระบุว่าจะตั้งอยู่ ณ ท้องที่ใดในราชอาณาจักร

(6) ชื่อ วัน เดือน ปี เกิด สัญชาติ และที่อยู่ของผู้เริ่มจัดตั้งบริษัท และจำนวนหุ้นที่แต่ละคนจองไว้

 

2. หนังสือบริคณห์สนธินั้น ให้ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัททุกคนลงลายมือชื่อและนำไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน

3. เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทจึงจะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนหรือบุคคลใดๆได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

4. ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทต้องเรียกประชุมจัดตั้งบริษัทเมื่อมีการจองหุ้นครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน หรือเอกสารเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชน ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่กำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ 30

5. ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทต้องมอบกิจการและเอกสารทั้งปวงของบริษัทแก่คณะกรรมการภายใน7 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมจัดตั้งบริษัท

6. เมื่อได้รับชำระเงินค่าหุ้นครบตามจำนวนที่กำหนดแล้ว ให้คณะกรรมการดำเนินการขอจดทะเบียนบริษัทภายใน 3 เดือนนับแต่วันประชุมจัดตั้งบริษัทเสร็จ โดยแสดงรายการดังต่อไปนี้

(1) ทุนชำระแล้ว ซึ่งต้องระบุว่าเป็นเงินทั้งสิ้นเท่าใด

(2) จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด โดยแยกออกเป็น

(ก) หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ (ถ้ามี) ที่ชำระค่าหุ้นเป็นตัวเงิน

(ข) หุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ (ถ้ามี) ที่ชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินอื่นนอกจากตัวเงิน และแสดงเกณฑ์ในการตีราคาทรัพย์สินนั้นด้วย

(ค) หุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ (ถ้ามี) ที่ชำระค่าหุ้นด้วยวิธีการตามมาตรา 35 (5) และแสดงรายการโดยสังเขปไว้ด้วย

(3) ชื่อ วัน เดือน ปี เกิด สัญชาติ และที่อยู่ของกรรมการ

(4) ชื่อและจำนวนกรรมการซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท และข้อจำกัดอำนาจ (ถ้ามี) ตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับ

(5) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขา (ถ้ามี)

ในการขอจดทะเบียนดังกล่าว ให้คณะกรรมการส่งข้อบังคับบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยระบุชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ จำนวนหุ้นที่ถือ และเลขที่ใบหุ้น กับรายงานการประชุมจัดตั้งบริษัทไปพร้อมกันด้วย

สำนักงานนักสืบจะมีการรับงานเข้ามาทำในองค์กร ลักษณะคล้ายคลึงกับสำนักงานทนายความ ซึ่งบางครั้งสำนักงานทนายความก็อาจรับงานเป็นนักสืบเอกชนเพิ่มด้วย กล่าวคือ รับสืบหาข้อมูลก่อน หากว่ามีปัญหาเป็นคดีความก็รับว่าความต่อไปได้เลย

สำหรับนักสืบเอกชนที่ทำงานให้สำนักงานนักสืบหรือสำนักงานทนายความที่รับงานนักสืบเอกชนด้วยนั้น อาจมีนิติสัมพันธ์กับเจ้าของสำนักงานในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือในฐานะผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างทำของก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกัน ทั้งนี้ อาจมีการตกลงกันโดยยินยอมให้นักสืบเอกชนที่รับงานจากสำนักงานนักสืบ แห่งหนึ่งสามารถรับงานจากสำนักงานนักสืบแห่งอื่นด้วยก็ได้ หรืออาจรับงานอิสระเองด้วยก็ได้ กรณีนี้ก็เหมือนกับทนายความอิสระที่อาจรับงานเองหรือรับงานผ่านทางสำนักงานทนายความต่างๆด้วยก็ได้

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป หน้าที่การทำงานของนักสืบออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

You may use these HTML tags and attributes:

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>