ออกแบบบ้านร้อนให้เย็นตั้งแต่พื้นจรดหลังคา

สภาพอากาศที่ทวีคูณความร้อนขึ้นทุกวัน เป็นเหตุที่ทำให้ผู้อยู่อาศัย

สภาพอากาศที่ทวีคูณความร้อนขึ้นทุกวัน เป็นเหตุที่ทำให้ผู้อยู่อาศัย ต่างหาวิธีการที่จะทำให้บ้านเย็นมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มักจะจัดการกับปัญหาด้วยวิธีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาก็มีอีกสารพันปัญหา ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งความร้อนจากการทำงานของเครื่องได้ส่งผลให้อากาศโดยรอบบ้านร้อนขึ้น โลกก็ยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีก นับเป็นห่วงโซ่ปัญหาที่มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง

ปัญหาบ้านร้อน ปัญหาสุดคลาสสิกที่แทบทุกบ้านต้องเจอ เพราะอากาศเมืองไทยทวีความร้อนมากขึ้นทุกปี ยิ่งหน้าร้อนที่ร้อนทะลุปรอท อุณหภูมิพุ่งปรี๊ดจนฉุดไม่อยู่แบบนี้ยิ่งพาให้หัวร้อนตามอากาศไปด้วย การสร้างบ้านสักหลังจึงต้องคำนึงถึงการออกแบบที่จะช่วยทำให้บ้านเย็นได้ตั้งแต่โครงสร้าง ซึ่งการออกแบบบ้านเย็นจะมีวิธีใดบ้าง วันนี้เราได้รวบรวมมาให้แล้ว  ออกแบบบริเวณบ้าน

14 เทคนิคเปลี่ยนบ้านร้อนให้เย็น

1. กำหนดทิศทางของบ้าน

การวางผังบ้านต้องคำนึงถึงทิศทางของลมเป็นหลัก โดยด้านยาวของตัวบ้านควรอยู่ในตำแหน่งทิศเหนือและทิศใต้เพื่อเปิดช่องลมให้เข้าบ้านมากที่สุด ส่วนด้านแคบของตัวบ้านควรอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกที่ต้องรับแดดตลอดช่วงบ่าย เพื่อจำกัดพื้นที่รับความร้อนให้น้อยที่สุด

การวางผังห้องต่าง ๆ ภายในบ้านให้สอดรับกับธรรมชาติ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องวางแผนในงานออกแบบ เพราะการใช้งานแต่ละห้องมีความแตกต่างกัน บางห้องต้องการแสงแดดเพื่อลดความอับชื้น ในขณะเดียวกันบางห้องต้องการความร่มรื่นตลอดทั้งวัน

ทิศทางของบ้าน

ทิศเหนือกับทิศใต้

1. เหมาะจะเป็นทิศหน้าบ้านหรือหลังบ้าน เพราะลมพัดผ่านตลอด โดยคนไทยจะนิยมหันหน้าไปทางทิศใต้มากที่สุด เพราะลมโกรกตลอดปี เมื่อเปิดประตูและหน้าต่างก็จะทำให้ถ่ายเทอากาศในบ้านดีขึ้น ช่วยให้บ้านเย็นสบายแม้ช่วงหน้าร้อน

2.  ในส่วนของหน้าต่างติดกันสาด หรือทำชายคาให้ยาวเกินออกมา เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดด แต่ภายในบ้านยังคงสว่างตลอดทั้งวัน

ทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก

1. เหมาะจะเป็นพื้นที่ในวางการแปลนห้องน้ำ ซึ่งเป็นห้องที่มีความชื้นและความเย็น ก็ช่วยลดอุณหภูมิของบ้านจากความความร้อนของแสงแดดได้อีกทางหนึ่ง

2. หลีกเลี่ยงการทำช่องเปิด เพื่อลดการรับลมร้อนและรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ แต่หากมีของเดิมอยู่แล้ว การติดสาดเพิ่ม ก็จะช่วยลดอุณหภูมิได้

3. ควรทำบังเงาให้กับผนังทึบที่อยู่ทางสองทิศนี้

2. ออกแบบช่องเปิดตามทิศทางลม

การบดบังแสงแดดด้วยการจัดผังห้องให้เหมาะสมกับทิศเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอต่อหลักการบ้านเย็น เพราะส่วนที่ได้รับแสงแดดมากที่สุดไม่ใช่ผนังบ้าน แต่เป็นหลังคาบ้าน การออกแบบบ้านให้มีช่องระบายอากาศจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้อากาศภายในบ้านหมุนเวียนอยู่เสมอ บ้านที่ดีจึงควรมีช่องระบายอากาศ ทั้งช่องลมเข้าและช่องลมออก

การวางตำแหน่งประตู หน้าต่างในตัวบ้านมีส่วนสำคัญในการช่วยให้บ้านระบายอากาศเพื่อให้ถ่ายเทความร้อนได้ดี การออกแบบช่องเปิดต่างๆ จึงต้องคำนึงถึงทิศทางของแดดและลมด้วย และนอกจากนี้ยังสามารถลดร้อนโดยการประยุกต์ใช้สิ่งต่างๆ ตั้งแต่การปรับพื้นที่บ้านไปจนถึงการเลือกเครื่องใช้ในบ้านมาเพิ่มเติมและเสริมช่องระบายอากาศได้ที่

ซึ่งหากพิจารณาจากหลักธรรมชาติแล้ว ลมธรรมชาติจะมาทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 9 เดือน ส่วนทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 3 เดือน เพราะฉะนั้นในทิศดังกล่าว ควรมีช่องหน้าต่างหรือช่องลมระบายอากาศเพื่อให้ลมสามารถพัดผ่านเข้ามาภายในบ้านได้

สำหรับทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ แม้จะได้รับลมดีเกือบทั้งปี แต่ทิศนี้นับเป็นทิศที่มีแสงแดดร้อนจัดเช่นเดียวกัน ทิศดังกล่าวจึงควรออกแบบลักษณะปิดแต่โปร่ง บดบังความร้อนจากแสงแดดได้แต่ในขณะเดียวกันต้องได้รับลมที่ดีด้วย ผู้ออกแบบจึงนิยมใช้บล็อคช่องลม, ระแนง หรือวัสดุใด ๆ ที่มีความโปร่ง มาช่วยออกแบบในทิศนี้ ส่วนทิศเหนือได้รับแสงน้อยส่งผลให้ห้องมืด การออกแบบจึงเน้นใช้วัสดุกระจก เพื่อให้แสงธรรมชาติมีอย่างเพียงพอ

3. ออกเเบบหลังคาให้ถูกหลัก

คลายร้อนให้บ้าน

หลังคามีผลต่ออุณหภูมิในบ้านอย่างมาก หลังคาทรงจั่ว ทรงปั้นหยา และทรงมะนิลา เพราะองศาที่ลาดชันของหลังคารูปทรงนี้จะช่วยลดพื้นผิวสัมผัสในการรับความร้อน ป้องกันความร้อนได้ดีกว่าหลังคาแบบเรียบขนานไปกับตัวบ้าน และยังช่วยระบายน้ำฝนได้รวดเร็วด้วยครับ นอกจากนี้สีของหลังคาก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกหลังคาสีอ่อนจะช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่าหลังคาสีเข้ม และอย่าลืมติดฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาอีกชั้นหนึ่ง

4. ออกแบบให้ชายคายื่นยาว

บ้านร้อน

นอกจากหลังคาทรงสูงที่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ดีแล้ว การออกแบบชายคาบ้านให้ยื่นยาวรอบตัวบ้านจะช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดและฝนสาดในฤดูฝนได้ดี เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยที่ทั้งแดดจัดและฝนชุก โดยเฉพาะบ้านที่มีการใช้กระจกรอบบ้านจำนวนมาก การทำชายคาแบบนี้จะช่วยลดความร้อนที่จะผ่านกระจกเข้ามาสะสมในตัวบ้านได้ดีครับ

5. ออกแบบให้ชานระเบียงกว้าง

เปิดโล่ง หากมีพื้นที่เพียงพอ การออกแบบระเบียงให้กว้างและเปิดโล่งจะช่วยให้อากาศหมุนเวียนถ่ายเทได้สะดวก ทำให้ตัวบ้านไม่ร้อนอบอ้าว และยังสามารถใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนและสันทนาการได้ด้วยครับ

6. ออกแบบยกพื้นใต้ถุนบ้านให้สูงโปร่ง

สภาพอากาศที่ทวีคูณความร้อนขึ้นทุกวัน

ในกรณีที่ไม่ได้ถมดินก่อนการก่อสร้าง การยกพื้นใต้ถุนขึ้นให้สูงโปร่งจะช่วยป้องกันความชื้นจากดิน ขณะเดียวกันก็ช่วยทำให้เกิดลมหมุนเวียนบริเวณใต้ถุนบ้านและบนบ้าน ทำให้บ้านเย็นขึ้นได้ครับ

7. วัสดุช่วยกันความร้อน บ้านเย็นยิ่งกว่าเดิม

เป็นแนวทาง การออกแบบบ้านเย็น เพื่อให้สอดรับกับหลักธรรมชาติ ทิศทางลม แสงแดด และหลักการถ่ายเทมวลอากาศร้อนออกสู่ตัวบ้าน ส่วนหัวข้อนี้เป็นส่วนประกอบเสริมที่ช่วยปกป้องบ้านจากความร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยการเลือกวัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันร้อน, ไม่นำและไม่อมความร้อนครับ

พื้นสวนรอบบ้าน : ควรเลี่ยงการเทพื้นซีเมนต์รอบ ๆ บริเวณบ้าน เพราะพื้นซีเมนต์มีคุณสมบัติอมความร้อน ส่งผลให้ช่วงเย็นและค่ำคืน ความร้อนที่สะสมมาตลอดทั้งวันคายตัวออก ผู้อยู่อาศัยจึงรู้สึกร้อนอบอ้าว แนะนำให้เลือกวัสดุที่มีช่องระบายอากาศ เช่น พื้นตัวหนอน, พื้นอิฐ, พื้นช่องลม, พื้นหิน, ระเบียงไม้, พื้นสนามหญ้า หรือวัสดุใด ๆ ที่สามารถ่ายเทอากาศได้สะดวกครับ

ผนังบ้าน : วัสดุผนังเย็นที่มีในประเทศไทย ผนังบ้านโฟมจะให้ความเย็นสบายสูงสุดแต่ยังได้รับความนิยมน้อยเนื่องด้วยราคาและมีช่างที่สามารถสร้างบ้านโฟมได้ไม่มากนัก รองลงมาและกำลังเป็นที่นิยมสูง คือการเลือกก่อผนังด้วยอิฐมวลเบา ซึ่งมีคุณสมบัติกันร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญแดง แต่หากผู้อ่านต้องการใช้อิฐมอญแดง แนะนำให้เลือกก่อผนัง 2 ชั้นในด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ การก่อผนัง 2 ชั้นจะช่วยปกป้องผนังด้านใน ไม่ให้สัมผัสกับความร้อนโดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถใช้วัสดุประเภทระแนง, บล็อคช่องลม และฟาซาด เพื่อช่วยกรองแสงแดดให้มีความร้อนลดน้อยลง ในขณะเดียวกันบ้านยังรับลมธรรมชาติได้อีกด้วย

สำหรับผนังกระจกควรเลือกใช้เฉพาะทิศเหนือและทิศตะวันออกเท่านั้น ส่วนทิศใต้และทิศตะวันตกควรเลี่ยงที่จะใช้กระจก เพราะกระจกนำความร้อนได้ดีมากครับ หากจำเป็นต้องใช้ควรเลือกกระจกที่มีคุณบัติกันความร้อนอย่างกระจก Low-E

สีทาบ้าน : สีสำหรับทาภายนอก ควรเลือกทาสีที่มีความอ่อนจะช่วยสะท้อนความร้อนได้ดีกว่าสีโทนเข้ม อย่างไรก็ตามการเลือกสีเจ้าของบ้านนิยมเลือกตามความชอบ หากต้องการเลือกทาสีโทนเข้ม ให้เลือกสีชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนโดยเฉพาะ

8. ปลูกไม้ยืนต้นให้ถูกทิศทาง บ้านเย็นเป็นธรรมชาติ

หากต้องการให้ บ้านเย็น อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ ต้นไม้ โดยเฉพาะบ้านที่ไม่เอื้อต่อการวางผังในทิศทางที่เหมาะสมกับธรรมชาติ หรือต้องการให้บ้านมีความโปร่งสบาย เช่น ต้องการรับลมธรรมชาติในทางทิศใต้ หากออกแบบผนังบ้านในลักษณะปิด ลมจะไม่สามารถพัดผ่านเข้ามาได้ การออกแบบเปิดโปร่งจึงช่วยให้ลมพัดเข้ามาได้อย่างสะดวก แต่ในขณะเดียวกันทิศใต้มีแสงแดดร้อนกว่าทิศอื่น ๆ การปลูกไม้ยืนต้นจึงเป็นทางเลือกที่ลงตัวและช่วยให้บ้านเย็นขึ้นได้มากครับ นอกจากจะช่วยบดบังแสงแดดได้ดีแล้ว ลมที่พัดผ่านเข้ามาจะกระทบกับพุ่มไม้ก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน ส่งผลให้ลมร้อนถูกเปลี่ยนสถานะกลายเป็นลมเย็น พร้อมกันนี้ต้นไม้ยังช่วยกรองฝุ่นละออง บ้านจึงเย็นสบายและมีอากาศที่สดชื่นเกือบตลอดทั้งปี

9. วางระบบ Green Roof Garden

สภาพอากาศที่ทวีคูณความร้อนขึ้นทุกวัน

นอกจากการปลูกต้นไม้ และการสร้างแหล่งน้ำในบ้านเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้บ้านเย็นแล้ว การจัดสวนหรือปลูกพืชคลุมหลังคาที่เรียกกันว่า Green Roof ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียเพื่อบ้านเย็นที่ทั้งสวยงามและช่วยประหยัดพลังงานได้ด้วย ซึ่งข้อดีของบ้านที่สร้างใหม่คือสามารถออกแบบโครงสร้างหลังคาระบบกันซึม และระบบน้ำต่างๆ เพื่อรองรับการทำ Green Roof Garden ก่อนการก่อสร้างได้เลย

10. ติดตั้งฉนวนกันความร้อน หรือ แผ่นสะท้อนความร้อนใต้หลังคา

เพราะเป็นส่วนที่รับและเก็บกักความร้อนโดยตรง การติดตั้งฉนวนกันความร้อนจะช่วยสกัดความร้อนจากหลังคาไม่ให้ถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้าน และนอกจากใต้หลังคาแล้ว ยังสามารถเลือกติดตั้งได้ทั้งใต้แผ่นฝ้าเพดาน และภายในผนังบ้านด้วยครับ

11. ปูกระเบื้องภายนอกและบริเวณชั้นล่างของบ้าน

สภาพอากาศที่ทวีคูณความร้อนขึ้นทุกวัน

พื้นบ้านหรือที่จอดรถที่เป็นคอนกรีตนั้นเป็นวัสดุอบร้อน เมื่อโดนความร้อนแล้วจะร้อนขึ้นทวีคูณ การใช้กระเบื้องหินอ่อน หินแกรนิต และหินธรรมชาติต่างๆ จะช่วยกักเก็บความเย็นจากพื้นดิน และระบายความร้อนได้เร็ว ทำให้บ้านเย็นขึ้นได้ ในกรณีปูพื้นภายนอกบ้านที่ต้องรับความร้อน 100% ก็สามารถใช้หญ้าเทียม หรือบล็อกปูพื้นมาช่วยลดความร้อน

12. ติดพัดลมเพดานให้อากาศหมุนเวียน

เป็นวิธีช่วยเพิ่มลมไหลเวียนในบ้านได้ดี และเร็วที่สุดวิธีหนึ่ง เพียงหมั่นเปิดหน้าต่าง และเปิดพัดลม ความเย็นจะกระจายตัวในวงกว้าง ไล่ความร้อนสะสมออกจากตัวบ้าน นอกจากพัดลมเพดาน ยังมี พัดลมไอเย็น ที่เป็นตัวเลือกที่อยากแนะนำ

13. ติดม่านบังแดดให้บ้าน ด้วย “ไม้บังตา”

สภาพอากาศที่ทวีคูณความร้อนขึ้นทุกวัน

ผนังรอบตัวบ้านก็เป็นส่วนสำคัญที่สะสมความร้อนจากแสงแดดเอาไว้ตลอดทั้งวัน ดังนั้นเราควรทำการติดตั้งพื้นที่ “บังแดด” ให้กับผนังบ้านด้วย โดยเลือกติดตั้งในส่วนที่โดนแดดเป็นบริเวณกว้าง หรือโดนแดดเป็นเวลานาน ซึ่งสามารถทำได้โดยการใช้แผ่นไม้ไฟเบอร์ซีเมนต์เข้ามาลดแสงแดดที่จะสาดส่องเข้ามา เช่น “ไม้ระแนงดูร่า” หรือ “ไม้รั้วดูร่า” เข้ามาติดตั้งเป็นผนังบังตาข้างบ้าน หรือทำเป็นระแนงไม้ถักไม้เลื้อยข้างบ้านก็ได้ครับ โดยควรต้องติดตั้งให้ห่างจากตัวผนังบ้านซักหน่อย เพื่อให้มีช่องอากาศถ่ายเท และความร้อนไม่สะสมมาที่ตัวบ้าน

14. เปลี่ยนไฟในบ้าน เป็น “หลอดประหยัดพลังงาน”

การเลือกใช้หลอดไฟส่องสว่างภายในบ้านก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิในบ้านเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกับหลอดไส้ ซึ่งให้แสงสว่างที่สวยงาม นวลตา แต่ต้องแลกมากับความร้อนที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งยังกินไฟอีกด้วย การเลือกใช้หลอดไฟประหยัดพลังงานอย่างหลอดตะเกียบ หรือที่นิยัมกันในปัจจุบันอย่างหลอดไฟ LED ซึ่งให้แสงว่างที่คงที่ อายุใช้งานยาวนาน ประหยัดพลังงาน และยังช่วยลดอุณหภูมิในห้องได้ดีกว่าอีกด้วย สภาพอากาศที่ทวีคูณความร้อนขึ้นทุกวัน

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางพื้นฐานที่เหมาะสำหรับการสร้างบ้านในประเทศไทย เพื่อให้บ้านเย็นสบาย แต่หากเป็นบ้านเรือนในประเทศอื่น ๆ ที่มีอากาศหนาว การออกแบบจะตรงกันข้ามกัน ผู้อ่านท่านใดที่ชอบชมผลงานการออกแบบบ้านจากสถาปนิกต่างประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำไอเดียเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้งาน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมลงตัวกับสภาพภูมิอากาศในไทย

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป 12 ไอเดียจัดห้องรับเเขก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

You may use these HTML tags and attributes:

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>