TOP เผยแผนลงทุนช่วงปี 64-67 เน้นลงทุนโครงการ CFP ราว 2.25 พันล้านเหรียญฯ

TOP เผยแผนลงทุนช่วงปี 64-67 เน้นลงทุนโครงการ CFP ราว 2.25 พันล้านเหรียญฯ

บมจ.ไทยออยล์ (TOP) และบริษัทในกลุ่มมีแผนการลงทุนโครงการในอนาคต ตั้งแต่ปี 2564-2567 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,248 ล้านเหรียญสหรัฐฯโดยส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) 1,903 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และโครงการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำของ TOP SPP (TOP SPP Expansion) 145 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

โครงการ CFP มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทฯ ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและขยายกาลังการกลั่นน้ำมันเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทำให้สามารถกลั่นน้ำมันดิบได้มากและหลากหลายชนิดขึ้น ก่อให้เกิดการประหยัดด้านขนาด (Economies of Scale) และลดต้นทุนวัตถุดิบ

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งโครงการมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยโครงการดังกล่าวได้รับอนุมัติแล้วจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2561 ทั้งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 ufabet

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเกือบครึ่งศตวรรษ ไทยออยล์ก้าวจากโรงกลั่นเล็กๆขนาด
35,000 บาร์เรลต่อวัน มาเป็นโรงกลั่นนํ้ามันแบบเดี่ยวขนาด 275,000 บาร์เรลต่อวัน
ซึ่งใหญ่ที่สุดในประเทศและมีความสามารถในการผลิตหลากหลายผลิตภัณฑ์ครบวงจร
ทั้งนํ้ามันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี นํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน

ปัจจุบันโรงกลั่นนํ้ามันไทยออยล์สามารถผลิตนํ้ามันปิโตรเลียมสำเร็จรูปประมาณ 14,000 ล้านลิตรต่อปีหรือประมาณร้อยละ 25 ของกำลังการกลั่นรวมภายในประเทศ โดยมีการจำหน่ายในประเทศประมาณร้อยละ 85 ของกำลังการผลิตทั้งหมด โรงกลั่นนํ้ามันไทยออยล์ได้รับการออกแบบให้สามารถสร้างมูลค่าสูงสุดจากระบบการผลิตได้อย่างเต็มที่ และด้วยเหตุที่เป็นโรงกลั่น Complex Refinery ดังกล่าว จึงมีกระบวนการกลั่นหลายขั้นตอนคือมีทั้งหน่วยกลั่นนํ้ามันดิบ หน่วยเพิ่มคุณภาพ และหน่วยเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่มีคุณค่าสูงในสัดส่วนที่สูงมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียแปซิฟิกโดยมีความยืดหยุ่นสูงในการใช้วัตถุดิบหรือนํ้ามันดิบจากแหล่งต่างๆสามารถปรับเปลี่ยนระดับการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปแต่ละชนิดให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดภายในประเทศ

โรงกลั่นไทยออยล์ประกอบด้วยหน่วยกลั่นหลักๆ 3 ประเภท ดังนี้

1. หอกลั่นนํ้ามันดิบ (Crude Distillation Units) ทำหน้าที่กลั่นนํ้ามันดิบเป็นนํ้ามันสำเร็จรูปชนิดต่างๆ โดยแยกประเภทตามอุณหภูมิที่ต่างกัน

2. หน่วยเพิ่มคุณภาพนํ้ามัน (Upgrading Units) ทำหน้าที่แปลงสภาพผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าต่ำเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง โดยอาศัยปฏิกิริยาทางเคมี

3. หน่วยปรับปรุงคุณภาพนํ้ามัน (Quality Improvement Units) ทำหน้าที่ปรับปรุงคุณภาพของนํ้ามันเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานที่ต้องการเช่น การกำจัดสารปนเปื้อนต่างๆ ออกจากนํ้ามัน เป็นต้น

โรงกลั่นนํ้ามันของบริษัทฯ ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือนํ้าลึกแหลมฉบังที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายการส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งทางทะเล รถไฟ รถบรรทุก และผ่านระบบท่อลำเลียงที่สามารถขนส่งผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด (Multi-Product Pipeline) ของ บจ. ท่อส่งปิโตรเลียมไทย ดังนั้นบริษัทฯ จึงสามารถอำนวยความสะดวกในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและด้วยต้นทุนที่เหมาะสม

          ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯได้พัฒนาเทคโนโลยีการกลั่นนํ้ามันให้เจริญก้าวหน้าเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการกลั่น   ของบริษัทฯให้อยู่ในระดับสากลมาโดยตลอดแต่เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเสริมสร้างความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพเป็นเลิศแก่ลูกค้า บริษัทฯจึงได้นำระบบมาตรฐาน ISO 9001 : 9002 และ ISO/IEC 17025 เป็นเครื่องมือในการบริหารการผลิต และการรับรองห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์นํ้ามันสำเร็จรูปตามลำดับ โดยบริษัทฯได้รับการรับรองทั้ง 2 ระบบแล้วจากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) มาตั้งแต่ปี 2539 และยังคงได้รับการรับรองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

บริษัทฯ ได้รับรางวัล TQC AWARD ซึ่งเป็นรางวัลที่บ่งชี้ถึงความเป็นเลิศในด้านการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในปี 2552 โดยบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ผลิตภัณฑ์และบริการ

  • นํ้ามันเบนซิน (Gasoline)

นํ้ามันเบนซิน  เป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ใช้อย่างแพร่หลายสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน และรถจักรยานยนต์ บริษัทฯ เป็นโรงกลั่นแห่งแรกในประเทศไทยที่สามารถผลิตนํ้ามันเบนซินตามมาตรฐานยูโร 4 ได้ โดยมีการปรับเปลี่ยนลักษณะและคุณภาพ ได้แก่ปรับลดปริมาณกำมะถันจากเดิม 500 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ลงเหลือไม่เกิน 50 ppmซึ่งจะช่วยลดการปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ออกสู่บรรยากาศ และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ด้วย นอกจากนี้ยังมีการปรับลดปริมาณสารเบนซีน ซึ่งเป็นสาร     ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งด้วย

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังผลิตนํ้ามันเบนซินพื้นฐาน (Gasoline Base หรือ G-Base)   ซึ่งเมื่อนำไปผสมกับเอทานอลในสัดส่วน 10% 20% และ 85% จะได้เป็นนํ้ามันแก๊ซโซฮอล์ (Gasohol) E10 E20 และ E85 ตามลำดับ ปัจจุบันบริษัทฯสามารถผลิต และจำหน่ายนํ้ามันเบนซินออกเทน 95 นํ้ามันเบนซินพื้นฐานออกเทน 95 และนํ้ามันเบนซินพื้นฐานออกเทน 91 ให้แก่      ผู้บริโภคในประเทศเป็นหลัก

 

ดัชนี Sensex บวกเพียง 0.02% ปิดตลาดไร้ทิศทางจากการซื้อขายวันก่อนหน้า

หุ้นอินเดีย : ดัชนี Sensex บวกเพียง 0.02% ปิดตลาดไร้ทิศทางจากการซื้อขายวันก่อนหน้า

ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียปิดบวกเพียงเล็กน้อยแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจากการซื้อขายวันก่อนหน้า โดยหุ้นกลุ่มธนาคารและไอทีปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นปรับตัวลดลง ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มโลหะ เภสัชภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค และพลังงาน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนี Sensex ปิดตลาดที่ 51,544.30 จุด เพิ่มขึ้น 12.78 จุด หรือ 0.02% ufabet

ความแตกต่างระหว่าง Nifty และ Sensex

ตลาดหลักทรัพย์เป็นสถานที่ที่ซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐบาล บริษัท มหาชนและ บริษัท ร่วมทุน t เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่จะซื้อขายในตราสารทางการเงินเช่นหุ้นหุ้นกู้พันธบัตรสกุลเงินเป็นต้นในอินเดียตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสองแห่งคือ BSE (Bombay Stock Exchange) และ NSE (National Stock Exchange) Nifty of NSE และ Sensex ของ BSE เป็นดัชนีสำคัญของตลาดหุ้นที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอินเดีย

ดัชนีตลาดหุ้นซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นทั้งหมด ความผันผวนของดัชนีเหล่านี้แสดงถึงผลตอบแทนที่ได้รับจากนักลงทุนในตลาด Nifty ประกอบด้วย 50 หุ้นในดัชนีในขณะที่ Sensex มีหุ้นอยู่ 30 บริษัท ในดัชนี อ่านบทความที่นำเสนอให้คุณเพื่อรับความแตกต่างระหว่าง Nifty และ Sensex

คำจำกัดความของ Nifty

National Fifty ย่อว่า Nifty เป็นตัวชี้วัดของ 50 บริษัท ที่ดีที่สุดในกว่า 20 ภาคที่มีการซื้อขายอย่างหนาแน่นโดยสาธารณะใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติ มันเปิดตัวโดย NSE ในปี 1995 ตั้งอยู่ในนิวเดลีและเป็นเจ้าของโดย India Index Services and Products (IISL) – การร่วมทุนระหว่าง CRISIL (การจัดอันดับเครดิตและบริการข้อมูลของ India Limited) และ NSE

คำนวณโดยใช้มูลค่าตลาดรวมถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของ 50 บริษัท บนพื้นฐานของน้ำหนักที่กำหนดให้กับแต่ละ บริษัท ปีฐานคือปี 1995 ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 1, 000 มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหมายถึงมูลค่าตลาดรวมของ บริษัท ที่คำนวณโดยการคูณจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มียอดคงค้างกับราคาตลาดปัจจุบันต่อหุ้น

นิยามของ Sensex

ดัชนีที่ละเอียดอ่อนเรียกว่า Sensex เป็นมาตรวัดของ บริษัท ชั้นนำ 30 แห่งในกว่า 20 ภาคที่แตกต่างกันซึ่งมีการซื้อขายโดยสาธารณะสูงใน ตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ เปิดตัวโดย BSE ในปี 1986 ตั้งอยู่ที่มุมไบ

ดัชนีคำนวณจากมูลค่าตลาดทุนลอยอิสระซึ่งคำนวณโดยการคูณค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นบางส่วนที่ถือโดยรัฐบาลและผู้สนับสนุน บริษัท ด้วยราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ปีฐานคือ 2521-2522 และค่าดัชนีคือ 100 มูลค่าตลาดทุนลอยอิสระหมายถึงสัดส่วนของหุ้นที่ออกโดย บริษัท มหาชนซึ่งมีการซื้อขายอย่างแข็งขันในตลาดหุ้น

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Nifty และ Sensex

  1. National Fifty ถือเป็น Nifty ในขณะที่ Sensitive Index ถือเป็น Sensex
  2. Nifty เกี่ยวข้องกับ NSE ในขณะที่ Sensex เกี่ยวข้องกับ BSE
  3. Nifty เป็นตัวบ่งชี้ของ บริษัท ชั้นนำที่มีการซื้อขายอย่างหนักใน NSE ในขณะที่ Sensex เป็นตัวบ่งชี้ของ บริษัท ชั้นนำที่มีการซื้อขายบน BSE อย่างหนัก
  4. Sensex นั้นเก่ากว่า Nifty
  5. Nifty ตั้งอยู่ในนิวเดลีในขณะที่ Sensex ตั้งอยู่ในมุมไบ
  6. ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Nifty และ Sensex คือ 50 บริษัท จัดทำดัชนีใน Nifty ขณะที่ 30 บริษัท จัดทำดัชนีใน Sensex

ความคล้ายคลึงกัน

  • คำนวณตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
  • ครอบคลุม บริษัท ใหญ่ ๆ ในภาคต่าง ๆ ของเศรษฐกิจอินเดีย
  • ทั้งคู่เป็นดัชนี
  • ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์

ข้อสรุป

จากการอภิปรายข้างต้นความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองค่อนข้างชัดเจนและทั้งคู่ต่างก็อยู่เคียงข้างกันเนื่องจากพวกเขาเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นยอดนิยมของประเทศ BSE เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่เก่าแก่ที่สุดที่มีมากกว่า 4000 รายการในขณะที่ Sensex เป็นตัวบ่งชี้ที่ครอบคลุม 30 หุ้นจาก บริษัท ที่มีความมั่นคงทางการเงินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในทำนองเดียวกัน Nifty ยังเป็นตัวบ่งชี้ของ 50 บริษัท ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่จดทะเบียนใน NSE

ปิดลบ 8.59 จุด พักฐานระยะสั้นจากขาดปัจจัยหนุน คาดสัปดาห์หน้าดีดตัวขึ้น

หุ้นไทย : ปิดลบ 8.59 จุด พักฐานระยะสั้นจากขาดปัจจัยหนุน คาดสัปดาห์หน้าดีดตัวขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์ปิดวันนี้ที่ระดับ ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,508.35 จุด ลดลง 8.59 จุด (-0.57%) มูลค่าการซื้อขาย 106,410.20 ล้านบาท

การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยพักฐาน ขาดปัจจัยหนุนใหม่ โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,521.31 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,503.19 จุด

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 504 หลักทรัพย์ ลดลง 1,049 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 465 หลักทรัพย์

นายวีรวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้พักตัวระยะสั้น ขาดปัจจัยหนุนใหม่ รวมถึงคาดว่าอาจมีการขายหุ้นออกมาเพื่อไปซื้อหุ้นบมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ที่เข้าเทรดเป็นวันแรกด้วย เห็นได้จากปริมาณการซื้อหุ้นที่มากที่สุด หรือคิดเป็นราว 50% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในวันนี้

แนวโน้มตลาดหุ้นในสัปดาห์หน้า คาดว่า ดัชนีน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นได้หากไม่หลุด 1,500 จุด โดยให้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงในวันที่ 15 ก.พ. และการทยอยประกาศผลประกอบการในไตรมาส 4/63 ของบริษัทจดทะเบียน

ให้แนวรับที่ 1,480-1,500 จุด และแนวต้านที่ 1,530-1,550 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

OR มูลค่าการซื้อขาย 47,343.68 ล้านบาท ปิดที่ 29.25 บาท เพิ่มขึ้น 11.25 บาท

PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,560.71 ล้านบาท ปิดที่ 40.25 บาท ลดลง 0.50 บาท

PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,259.14 ล้านบาท ปิดที่ 111.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

BBL มูลค่าการซื้อขาย 1,673.06 ล้านบาท ปิดที่ 126.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

BANPU มูลค่าการซื้อขาย 1,618.50 ล้านบาท ปิดที่ 11.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท ufabet

ก่อนการลงทุน ต้องรู้จักดัชนีหุ้นไทย

ดัชนีหุ้น คือ ตัวเลขที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ดัชนีนั้นๆ อ้างอิง เช่น SET Index เป็นดัชนีที่สะท้อนราคาหุ้นทุกตัวที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Stock Exchange of Thailand, SET)

ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์คำนวณโดยใช้วิธีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization Weighted) ด้วยการเปรียบเทียบมูลค่าตลาดในวันปัจจุบันของหลักทรัพย์ (Current Market Value) กับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ในวันฐานของหลักทรัพย์ (Base Market Value) คือ วันที่ 30 เมษายน 2518 (วันแรกที่มีการเปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ซึ่งดัชนีมีค่าเริ่มต้นที่ 100 จุด โดย SET Index มีสูตร

ดังนี้SET Index = ( ) x ค่าฐานของดัชนี

โดยที่

มูลค่าตลาดรวมวันปัจจุบัน (Current Market Value) คือ มูลค่าตลาดรวมของหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันปัจจุบัน

มูลค่าตลาดรวมวันฐาน (Base Market Value) คือ มูลค่าตลาดรวมของหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันฐาน ซึ่งก็คือมูลค่า ณ วันที่ 30 เมษายน 2518

ค่าฐานของดัชนี (Base Value) คือ เลขที่เป็นฐานของดัชนีนั้นๆ โดยที่ ค่าฐานของดัชนี SET Index คือ 100 และวันฐาน คือ 30 เมษายน 2518

นอกจาก SET Index แล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของเรายังมี SET50 Index, SET100 Index, SETHD Index, sSET Index และ mai Index ซึ่งแต่ละ Index จะสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นที่ดัชนีนั้นใช้อ้างอิงแตกต่างกันไป ดังนี้

SET50 Index เป็นดัชนีราคาหุ้นที่ใช้แสดงระดับและความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ 50 ตัว ที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูง การซื้อขายมีสภาพคล่องสูงอย่างสมํ่าเสมอ และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยผ่านเกณฑ์ที่กําหนด ประกาศโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจะมีการพิจารณาปรับรายการหลักทรัพย์ใน SET50 นี้ ทุก 6 เดือนในการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เราน่าจะเคยได้ยินที่ผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจกล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยบวก xx จุดหรือลบ xx จุด แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่ามันหมายความว่าอย่างไร และมีที่มาจากไหน บทความนี้จะมาช่วยไขข้อข้องใจดังกล่าว

ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลักลดลง 0.08% หลังสหรัฐเผยเงินเฟ้อต่ำ

เงินนิวยอร์ก : ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลักลดลง 0.08% หลังสหรัฐเผยเงินเฟ้อต่ำ

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (10 ก.พ.) โดยถูกกดดันจากการที่สหรัฐเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อที่ระดับต่ำ รวมทั้งการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล ลดลง 0.08% สู่ระดับ 90.3726 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8898 ฟรังก์ จากระดับ 0.8918 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2689 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2695 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 104.63 เยน จากระดับ 104.54 เยน

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2128 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2117 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3840 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3811 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7728 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7737 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์อ่อนค่าลงหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนม.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. โดยดัชนี CPI ยังคงอยู่ในระดับต่ำในเดือนม.ค. เพราะถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้กระทบต่อตลาดแรงงานและภาคบริการ

ก่อนหน้านี้นักลงทุนพากันเข้าซื้อดอลลาร์ ขานรับความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าลงในที่สุด จากการที่รัฐบาลสหรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้มาตรการทางการคลังครั้งใหญ่ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน โดยคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไป

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนม.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. อย่างไรก็ดี ดัชนี CPI เดือนม.ค.นับว่ายังอยู่ในระดับต่ำ โดยถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้กระทบต่อตลาดแรงงานและภาคบริการ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากทรงตัวในเดือนพ.ย. ขณะเดียวกันข้อมูลของกระทรวงฯระบุว่า เจ้าของธุรกิจจะใช้เวลา 1.29 เดือนในการขายสินค้าจนหมดสต็อก ลดลงจากระดับ 1.31 เดือนในเดือนพ.ย.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ufa

ธนาคารกลางนิวยอร์ค กล่าวว่า Bitcoin เป็นสกุลเงินจริงแล้ว

บทความหนึ่งจากทางธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเมืองนิวยอร์คหรือ New York Fed ที่ถูกตีพิมพ์ลงนิตยสารด้านการเงิน Liberty Street Economics ได้มีการกล่าวถึง bitcoin ว่า ‘เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำหรับสกุลเงินจริงๆอีกหนึ่งสกุล’

โดยในบทความดังกล่าวนั้นใช้ชื่อว่า “Bitcoin is Not a New Type of Money” หรือแปลตรงตัวว่า bitcoin นั้นไม่ใช่เงินในรูปแบบใหม่ ถูกเขียนขึ้นมาโดยนักวิจัยและนักเศรษฐศาสตร์จาก Fed สาขานิวยอร์คนาย Michael Lee  และนักวิเคราะห์ด้านสถิตินาย Antoine Martin ได้มีการแสดงมุมมองของสกุลเงินในรูปแบบทั้ง 3 รูปแบบซึ่งก็คือ เฟียต, สินทรัพย์ที่มีสินทรัพย์อื่นมาค้ำไว้, และสินทรัพย์ที่อ้างว่ามีสินทรัพย์อื่นมาทำไว้

โดยทั้งนาย Lee และ Martin เงินเฟียตว่าเป็นสกุลเงินสดที่ไม่มีมูลล่าที่แท้จริงใดๆเลย แต่มันจะมีค่าขึ้นมาได้เนื่องจากความเชื่อของผู้คนว่าพวกเขาสามารถนำมันไปใช้จ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการอื่นๆได้ เขาว่าจุดที่น่าสนใจก็คือพวกเขากล่าวว่าสกุลเงินเฟียตที่ออกโดยรัฐบาลนั้นไม่ได้เป็นเฟียตแบบ 100%  เนื่องจากว่ามันมีสถานะที่ถูกต้องทางกฎหมาย และในตอนหลังพวกเขาก็กล่าวว่าบิทคอยน์เป็นสกุลเงินเฟียตอีกด้วย ทั้งๆที่ทางหน่วยงาน CFTC ในประเทศสหรัฐฯ เคยออกมากล่าวว่ามันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์

ทว่าเขากล่าวว่าตัวเขานั้นเข้าใจความหมายของสกุลเงินเฟียตดี แต่เขาเพียงแค่มีการเล่นคำใหม่เพื่อให้มันสอดคล้องกับในบทความดังกล่าว

โดยหากลองดูในตำราจะพบว่าคำจำกัดความของสกุลเงินเฟียตนั้นหมายถึงสกุลเงินกระดาษที่ถูกออกโดยคำสั่งของรัฐบาล และไม่สามารถนำไปแลกเป็นสินทรัพย์ที่ไปค้ำประกันเงินดังกล่าวอยู่ได้

คำว่า fiat เป็นภาษาละติน ที่แปลว่า “โดยคำสั่ง” ซึ่งในที่นี้มันมีความหมายประมาณว่าเป็นสกุลเงินที่ถูกควบคุมและออกคำสั่งผ่านการบังคับ โดยนาย Carter กล่าวว่ามูลค่าของมันนั้นมาจากความรับผิดชอบทางด้านภาษีของประชาชนที่จะต้องเป็นผู้ถือสกุลเงินและใช้สกุลเงินดังกล่าว

ดังนั้นโดยสรุปก็คือบิทคอยน์อาจมีสถานะเป็นเงินเฟียตก็ได้หากเราเชื่อในสิ่งที่ธนาคารกลางบอกให้เราเชื่อ

ดอลลาร์สหรัฐ (อังกฤษ: United States dollar; ในเอกสารเก่าอาจพบการใช้ เหรียญสหรัฐ) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก[1] รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 31.19 บาท (อัตราแลก-เปลี่ยน ณ วันที่ 13 ส.ค. 15:00 UTC)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้หน่วยเงิน ดอลลาร์ เป็นสกุลเงินประจำชาติ และยังมีประเทศอื่นที่มีเงินดอลลาร์เช่นกัน แต่ใช้ชื่อเรียกอื่น เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นสกุลเงินหลักในหลายประเทศ[2] และในบางประเทศถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีการยอมรับในการใช้จ่ายสินค้าทั่วไป

ชื่อเล่นที่ชาวอเมริกันเรียก 1 เซนต์ ว่า “เพนนี” (penny), 5 เซนต์ ว่า “นิกเกิล” (nickel), 10 เซนต์ ว่า “ไดม์” (dime), 25 เซนต์ ว่า “ควอเตอร์” (quarter), 1 ดอลลาร์สหรัฐ ว่า “บั๊ก (ภาษาสแลง, ภาษาพูด)” (buck) และเรียก หนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐ ว่า แกรนด์ (grand)

ฮั่งเส็งเปิดบวก 320 จุด รับความหวังแผนเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว

หุ้นฮ่องกง : ฮั่งเส็งเปิดบวก 320 จุด รับความหวังแผนเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว

ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดบวกในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนขานรับความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้นในปีนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีฮั่งเส็งเปิดที่ 29,796.19 จุด เพิ่มขึ้น 320 จุด หรือ +1.09% ufa

ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง หรือ Hang Seng Index (HSI) คืออะไร

ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง หรือ Hang Seng Index (HSI) คือดัชนีหลักทรัพย์ที่เป็นตัวแทนของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของโลก ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง (HSI) ประกอบไปด้วยหุ้น 50 ตัวที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลักได้แก่ การเงิน อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมและการค้า และสาธารณูปโภค โดยกว่าร้อยละ 50 ของสมาชิกในดัชนีเป็นบริษัทที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

HSI น่าลงทุนอย่างไร

ฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของทวีปเอเชียซึ่งเชื่อมต่อการค้าขายระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เองฮ่องกงจึงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับโลกอยู่เป็นประจำ เช่น สงครามค่าเงิน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน  รวมถึงเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองภายใน เป็นต้น โดยเหตุการณ์เหล่านี้มีผลต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และดัชนีหลักทรัพย์ HSI และความผันผวนนี่เองที่เป็นตัวสร้างโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรจากการขึ้นลงของระดับดัชนี ทั้งนี้ดัชนี HSI มีค่าความผันผวนที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีอื่นๆ ร่วมถึงดัชนี SET50 ด้วย

อีกทั้งดัชนี HSI ยังประกอบไปด้วยประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายมากกว่าดัชนี SET50 เช่น ธนาคารระดับโลก HSBC บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Tencent และบริษัทประกัน AIA เป็นต้น

HSI DW ทางเลือกใหม่ของการลงทุน

ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์อ้างอิงดัชนี HSI (HSI DW) นั้น นักลงทุนสามารถเก็งกำไรจากทิศทางการเคลื่อนไหวของ HSI ผ่าน HSI DW ได้ โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อขาย HSI DW ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยใช้บัญชีการซื้อขายเดียวกับบัญชีการซื้อขายหุ้น หรือ DW ได้ และค่าซื้อขาย ร่วมถึงการรับชำระเงินสดส่วนต่างเป็นเงินบาท

นอกจากนั้น HSI DW ยังมีทั้งประเภท Call และ Put เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งการซื้อขาย DW จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนของการลงทุนไม่ว่านักลงทุนจะมีมุมมองในการซื้อขายในระยะสั้น หรือระยะยาวเพราะ DW เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด

ราคาของ HSI DW

ราคาของ HSI DW จะเคลื่อนไหวตามราคาของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี HSI (HSI Futures) ที่ซื้อขายใน Hong Kong Futures Exchange (HKFE)  นักลงทุนสามารถดู ตารางราคาของ HSI DW และ ราคา HSI Futures ได้ที่ www.thaidw.com  อย่างไรก็ตาม ตารางราคาของ HSI DW อาจมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างวันเนื่องจากความผันผวนและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท-ฮ่องกงดอลลาร์

ตลาดฮ่องกงมีหุ้นเด็ดกับเค้าด้วยหรือ… มารู้กัน!

อย่างที่ทุกท่านทราบว่าหลักทรัพย์บัวหลวงเราเปิดให้บริการลงทุนในหุ้นต่างประเทศแล้ว ซึ่งครอบคลุมการลงทุนในหุ้นและ ETFs กว่า 9,000 ตัวทั่วโลก ผ่านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฮ่องกง และเวียดนาม ซึ่งวันนี้ทีมงาน BLS Global Investing จะพาท่านไปรู้จักการการลงทุนในหุ้นฮ่องกงกันค่ะ!

ฮ่องกงจัดเป็นศูนย์กลางทางการเงินอันดับต้นๆ ของโลกมาช้านาน โดยตลาดหุ้นฮ่องกงมีมูลค่าตลาดกว่า 120 ล้านล้านบาท หรือใหญ่กว่าไทยเกือบ 8 เท่า!!

แล้วฮ่องกงมีหุ้นอะไรน่าสนใจบ้างละ ? โอ้ว ด้วยตีมการลงทุนฮอตฮิตติดชาร์ต “The Greater Bay Area” ที่รัฐบาลจีนพยายามส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในเมืองที่ใกล้เคียงกับฮ่องกง เช่น มาเก๊า เสินเจิ้น ซูไห่ กวางเจา ให้เกิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ โดยลดข้อจำกัดการค้า ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้วีซ่าในการทำงานง่ายขึ้น หรือทำให้คนฮ่องกงเข้าถึงทรัพยากรในเขตเศรษฐกิจของจีนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงที่ลดเวลาการเดินทาง เราจะไม่ลงทุนในหุ้นฮ่องกง ก็คุยกับเค้าไม่รู้เรื่องแล้ว!!

เริ่มที่ยักษ์ใหญ่ก่อนเลย Ping An หรือมี quote ว่า 2318 (เอ๊ะ ต้องบอกก่อนว่าหุ้นฮ่องกง เค้าใช้ตัวย่อชื่อหุ้นเป็นตัวเลขนะจะบอกให้) ที่เป็นบริษัทประกันที่ใหญ่ที่สุดในจีน ทำธุรกิจครอบคลุมทั้งธนาคาร ประกัน Healthtech Fintech มีหมด หรือ AIA (1299) ที่ทุกท่านรู้จักกันดี โดยมีรายได้หลักจากฮ่องกงเลย หรือยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่สู้ฟัดกับ Facebook อย่าง Tencent (700) ที่มีรายได้จาก Social Media ชื่อดังอย่าง WeChat และเกมส์ ROV

ฟุตซี่ปิดลบ 4.10 จุด หลัง BoE คาดศก.อังกฤษหดตัว

หุ้นลอนดอน : ฟุตซี่ปิดลบ 4.10 จุด หลัง BoE คาดศก.อังกฤษหดตัว

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (4 ก.พ.) โดยถูกกดดันจากการที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.10% และระบุว่าเศรษฐกิจของอังกฤษอาจหดตัวลง 4% ในไตรมาสแรกของปีนี้

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,503.72 จุด ลดลง 4.10 จุด หรือ -0.063%

ตลาดปรับตัวลง หลัง BoE ประกาศตรึงดอกเบี้ยและคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8.95 แสนล้านปอนด์ (1.2 ล้านล้านดอลลาร์) เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการที่หุ้นยูนิลีเวอร์ ร่วงลง 6.2% หลังรายงานเป้าหมายการขยายตัวของยอดขายต่ำกว่าที่นักลงทุนคาดไว้

หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลถ่วงตลาดลงด้วย โดยหุ้นบีพี ลดลง 1.30% และหุ้นเชลล์ ร่วง 2.01%

รอยัล ดัทช์ เชลล์ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติดัทช์และอังกฤษ ประกาศผลกำไรปี 2563 ร่วงลงอย่างหนัก เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซทั่วโลก

เชลล์รายงานผลกำไรที่ปรับแล้วอยู่ที่ 4.85 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 ลดลงจากระดับผลกำไรในปี 2562 ที่ 1.65 หมื่นล้านดอลลาร์ และต่ำกว่าที่ Refinitiv คาดการณ์ไว้ที่ 5.15 พันล้านดอลลาร์ โดยผลกำไรปี 2563 ของเชลล์เป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ufa

FTSE 100 : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเทรดดัชนีตลาดหุ้นอังกฤษ

คุณรู้หรือไม่ว่า? ในปี 1984 มีการร่วมมือกันระหว่างหนังสือพิมพ์ Financial Times กับตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (ตลาดหุ้นอังกฤษ) เพื่อที่จะจัดสร้างดัชนีเพื่อบ่งชี้ ‘สภาวะการลงทุน’ ของประเทศอังกฤษ ความร่วมมือดังกล่าวทำให้เกิดเป็นบริษัทใหม่ คือ FTSE Group (Financial Times and Stock Exchange Group) จนสุดท้ายกลายเป็นผู้ให้บริการข้อมูลดัชนีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอังกฤษ โดยดัชนีที่ใช้อธิบายสภาวะการลงทุนและอ้างอิงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอังกฤษดังกล่าวนั้น มีชื่อว่า FTSE 100 Index

FTSE 100 Index : ดัชนีหุ้นอังกฤษ

FTSE 100 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Footsie เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่คำนวณจากหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 100 อันดับแรกตามมูลค่าตลาดในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ดัชนีดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ FTSE Group โดยจะอัปเดตราคาทุกๆ 15 วินาที ไปตลอดชั่วโมงการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ซึ่งเปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 16.30 น. ตามเวลาประเทศอังกฤษ

ดัชนี FTSE 100 จะมีความคล้ายคลึงกับดัชนีในตลาดหุ้นอเมริกา เช่น S&P 500, Dow Jones 30 ซึ่งจะคำนวณราคาของดัชนีจากมูลค่าตลาดของบริษัทที่นำมาเป็นส่วนประกอบในดัชนี

  • เมื่อใดที่ดัชนีเพิ่มสูงขึ้น ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
  • เมื่อใดที่ดัชนีลดต่ำลง ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีลดถอยลงเช่นกัน แต่ก็ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าลดลงเช่นกัน

วิธีการใช้โปรแกรมดูกราฟตลาดหุ้นอังกฤษ FTSE 100 Index

สำหรับเทรดเดอร์และนักลงทุนหลายๆ คน ที่ต้องการมองเห็นภาพรวมของตลาดหุ้นอังกฤษ FTSE 100 ได้แบบเร็วๆ จะเห็นว่า การเข้าไปพิจารณาราคาหุ้นของแต่ละ 100 บริษัท เป็นเรื่องยุ่งยากมาก ดังนั้น เทรดเดอร์และนักลงทุนหลายคนจึงเลือกวิธีที่เรียบง่าย นั่นคือการดูกราฟดัชนี FTSE100 แทน ซึ่งมันถูกคำนวณจากราคาหุ้นของทุกบริษัทที่อยู่ใน 100 อันดับในดัชนี

คุณสามารถกราฟราคานี้ได้อย่างง่ายดายโดยการดาวน์โหลด แพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ที่ให้บริการโดย Admiral Markets จากประเทศอังกฤษ โดยหลังจากที่คุณดาวน์โหลดเสร็จแล้ว คุณจะสามารถดูกราฟราคาย้อนหลังได้ และสามารถเลือกเทรดบนสินทรัพย์ที่หลากหลายประเภทได้ การดาวน์โหลดแพลตฟอร์มที่จะยิ่งประโยชน์อย่างมากในบทถัดไป ที่เราจะค่อยๆ เดินหน้าไปทีละขั้นตอนสำหรับวิธีการเทรดดัชนี FTSE100 รวมถึงหุ้นของบริษัทอื่นๆ ที่ถูกคำนวณไว้ในดัชนี

บริษัทของตลาดหุ้นอังกฤษที่อยู่ใน FTSE 100 Index มีอะไรบ้าง

เมื่อ FTSE100 เปิดตัวในปี 1984 แล้วนั้น รายชื่อบริษัทในดัชนีมีการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นและลดลงของมูลค่าตลาดรวมถึงการควบรวมกิจการ หลายคนอาจคิดว่า บริษัททั้งหมดในดัชนีเป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีข้อกำหนดแบบนั้นเกี่ยวกับบริษัทที่จะเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน LSE และความเป็นจริง คือ มีหลายบริษัทที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศและสร้างรายได้อยู่นอกอาณาจักรอังกฤษ

หุ้นยุโรปปิดบวกเพิ่มขึ้น 1.35 จุด ขานรับแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัว

หุ้นยุโรป : หุ้นยุโรปปิดบวกเพิ่มขึ้น 1.35 จุด ขานรับแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัว

ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (3 ก.พ.) เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยนักลงทุนยังคงจับตาการเปิดเผยผลประกอบการ และมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็วขึ้น เนื่องจากสหรัฐเตรียมผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดที่ 407.27 จุด เพิ่มขึ้น 1.35 จุด หรือ +0.33%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,563.05 จุด ลดลง 0.06 จุด หรือ -0.00%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,933.63 จุด เพิ่มขึ้น 98.47 จุด หรือ +0.71% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,507.82 จุด ลดลง 8.83 จุด หรือ -0.14%

ตลาดได้แรงหนุนจากความหวังที่เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน หลังวุฒิสภาสหรัฐดำเนินการที่จะอนุมัติมาตรการของนายไบเดนโดยไม่ต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่บริษัทจดทะเบียนในยุโรปเปิดเผยแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้นในปีนี้

หุ้นซีเมนส์ บวก 1.73% เนื่องจากบริษัทปรับเพิ่มแนวโน้มผลประกอบการในปีนี้ หลังเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกดีเกินคาด ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวที่เร็วเกินคาดจากภาวะชะลอตัวที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ระบาดในจีนและเยอรมนี

หุ้นโนโว นอร์ดิสค์ พุ่ง 2.74% หลังเปิดเผยยอดขายยารักษาเบาหวานเพิ่มขึ้น และคาดการณ์ผลกำไรในปีนี้ ufa

“หุ้นยุโรป”ความน่าสนใจที่หลายคนมองข้าม

“ไปลงทุนในหุ้นยุโรปกันเถอะ” เชื่อว่าหลายคนที่ได้ยินประโยคนี้ คงนึกส่ายหน้าอยู่ในใจและแทบจะอุดหูไม่อยากฟังต่อ เนื่องจากยังคงมีมุมมองในเชิงลบต่อปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรป

แต่หากเรามองลึกเข้าไปในตัวตลาดหุ้นยุโรปเอง จะพบว่า แม้กระทั่งในปีที่เศรษฐกิจยุโรปหดตัวลงอย่างในปี 2555 ตลาดหุ้นยุโรปกลับสามารถปรับตัวขึ้นมาเป็นบวกได้เกือบ 20% หรือแม้กระทั่งในปีนี้เอง ที่คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปน่าจะยังคงเป็นอีกปีที่ติดลบ แต่ตลาดหุ้นยุโรปตั้งแต่ต้นปีกลับปรับตัวขึ้นมาได้กว่า 8% (ข้อมูล ณ 2 ส.ค. 2556)

โดยทั่วไปแล้ว ดัชนีหุ้น เป็นหนึ่งในตัวชี้นำเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า Leading Indicator ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกทิศทางแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต นั่นหมายความว่า เมื่อมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น ตลาดหุ้น มักจะปรับตัวขึ้นนำไปก่อน (แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ดีก็ตาม)

ในกรณีของยุโรป จะเห็นได้ว่า แม้เศรษฐกิจยุโรปในปี 2556 นี้ จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เมื่อเทียบกับปี 2555 ก็นับว่ามีภาพรวมที่ดีขึ้น ดังนั้น เมื่อตลาดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปในปีที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น ในเมื่อดัชนีหุ้นเป็นหนึ่งในดัชนีชี้นำที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจ จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วปีหน้าเศรษฐกิจยุโรปจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อการลงทุนในปีนี้อย่างไร

แม้ว่าเศรษฐกิจของยุโรปในภาพรวมจะยังคงเติบโตได้ค่อนข้างช้า ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ก็เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจยุโรปน่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และน่าจะมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยุโรปในปี 2556 ซึ่งจะหดตัวลง-0.60% นั้น จะสามารถกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 0.90% ในปี 2557 ขณะที่ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของยุโรป ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี รวมไปถึงดัชนีราคาภาคการผลิตหรือ PMI ซึ่งใช้ชี้วัดปริมาณธุรกิจทั้งในภาคผลิตและภาคบริการ ซึ่งได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายเดือน โดยล่าสุด ปรับขึ้นมาแตะระดับเหนือ 50 จุด ซึ่งแสดงถึงการขยายตัวในภาคธุรกิจเป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือน

นอกจากนี้ นโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งเริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดในการคุมการขาดดุลงบประมาณของประเทศสมาชิกลงเพื่อให้การบริโภค การลงทุน และการส่งออกของประเทศสมาชิกได้ฟื้นตัวขึ้นมา รวมถึงการคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.25% ในเดือน พ.ค. 2556 มาอยู่ที่ระดับ 0.50% ก็เป็นปัจจัยเสริมอีกแรงที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจยุโรปสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงแผนการจัดตั้ง “สหภาพการธนาคาร” โดยเชื่อว่าน่าจะจัดตั้งได้สำเร็จในปี 2557 นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนที่จะตั้งขึ้นเพื่อใช้ป้องกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่อสถาบันการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงระหว่างเศรษฐกิจ ฐานะการคลังและฐานะของสถาบันการเงิน ออกจากกันอย่างชัดเจน

จะเห็นได้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปในอนาคต เริ่มส่งสัญญาณที่ดี จึงไม่น่าแปลกใจว่า ตลาดหุ้นยุโรปในปีนี้ ได้เริ่มทยอยปรับตัวขึ้นมาก่อนแล้ว ซึ่งหากพัฒนาการและความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปสามารถแก้ไข และเติบโตได้อย่างต่อเนื่องตามที่ได้กล่าวไว้ ก็จะทำให้ตลาดยุโรปเป็นอีกตลาดทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าระดับราคาหุ้นของตลาดยุโรปปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือซื้อขายกันที่สัดส่วนราคาต่อกำไรหรือพีอี ประมาณ 12 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ย 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 13.9 เท่า นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนยุโรปรายใหญ่ มักจะเป็นบริษัทข้ามชาติ ที่ไม่ได้มีรายได้จากในประเทศยุโรปเพียงอย่างเดียว โดยจากการศึกษาของมอร์แกนสแตนเลย์ พบว่าบริษัทยุโรปที่อยู่ในดัชนีหุ้น MSCI World Index มีรายได้จากนอกประเทศถึงกว่า 50%

ดังนั้น แม้ภาวะเศรษฐกิจยุโรปจะยังไม่ฟื้นอย่างเต็มที่ แต่เศรษฐกิจโลกในภาพรวม ยังสามารถขยายตัวได้ ซึ่งก็จะส่งผลบวกต่อผลประกอบการของบริษัทยุโรป และนำส่งไปถึงผลการดำเนินงานของหุ้นยุโรปเช่นเดียวกัน

ฟุตซี่ปิดบวก 58.96 จุด จากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่ปรับตัวขึ้น

หุ้นลอนดอน : ฟุตซี่ปิดบวก 58.96 จุด จากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่ปรับตัวขึ้น

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (1 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่ปรับตัวขึ้น หลังนักลงทุนรายย่อยแห่ซื้อโลหะเงินซึ่งดันราคาขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,466.42 จุด เพิ่มขึ้น 58.96 จุด หรือ +0.92%

ตลาดหุ้นลอนดอนฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ร่วงลงรุนแรงที่สุดในรอบ 3 เดือนเมื่อวันศุกร์ โดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และกลุ่มก่อสร้างปรับตัวขึ้นมากที่สุด อาทิ หุ้นบีเอชพี กรุ๊ป, หุ้นริโอ ทินโต และหุ้นแองโกล อเมริกัน

หุ้นกลุ่มเหมืองโลหะเงินทะยานขึ้น หลังราคาโลหะเงินพุ่งสูงสุดในรอบ 8 ปี เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยในชุมชนออนไลน์ได้ชักชวนกันเข้าซื้อโลหะเงินเพื่อเก็งกำไร หลังจากกองทุนหลายรายได้ทำการขายชอร์ตโลหะเงินไว้ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข่าวการควบรวมกิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดด้วย โดยหุ้นเจดี สปอร์ต ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกชุดกีฬารายใหญ่ที่สุดของอังกฤษ พุ่งขึ้น 7% จากข้อตกลงซื้อกิจการดีทีแอลอาร์ วิลลา ร้านค้าปลีกรองเท้ากีฬาของสหรัฐ ufa

FTSE 100 : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเทรดดัชนีตลาดหุ้นอังกฤษ

คุณรู้หรือไม่ว่า? ในปี 1984 มีการร่วมมือกันระหว่างหนังสือพิมพ์ Financial Times กับตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (ตลาดหุ้นอังกฤษ) เพื่อที่จะจัดสร้างดัชนีเพื่อบ่งชี้ ‘สภาวะการลงทุน’ ของประเทศอังกฤษ ความร่วมมือดังกล่าวทำให้เกิดเป็นบริษัทใหม่ คือ FTSE Group (Financial Times and Stock Exchange Group) จนสุดท้ายกลายเป็นผู้ให้บริการข้อมูลดัชนีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอังกฤษ โดยดัชนีที่ใช้อธิบายสภาวะการลงทุนและอ้างอิงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอังกฤษดังกล่าวนั้น มีชื่อว่า FTSE 100 Index

FTSE 100 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Footsie เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่คำนวณจากหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 100 อันดับแรกตามมูลค่าตลาดในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ดัชนีดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ FTSE Group โดยจะอัปเดตราคาทุกๆ 15 วินาที ไปตลอดชั่วโมงการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ซึ่งเปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 16.30 น. ตามเวลาประเทศอังกฤษ

ดัชนี FTSE 100 จะมีความคล้ายคลึงกับดัชนีในตลาดหุ้นอเมริกา เช่น S&P 500, Dow Jones 30 ซึ่งจะคำนวณราคาของดัชนีจากมูลค่าตลาดของบริษัทที่นำมาเป็นส่วนประกอบในดัชนี

  • เมื่อใดที่ดัชนีเพิ่มสูงขึ้น ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
  • เมื่อใดที่ดัชนีลดต่ำลง ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีลดถอยลงเช่นกัน แต่ก็ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าลดลงเช่นกั

วิธีการใช้โปรแกรมดูกราฟตลาดหุ้นอังกฤษ FTSE 100 Index

สำหรับเทรดเดอร์และนักลงทุนหลายๆ คน ที่ต้องการมองเห็นภาพรวมของตลาดหุ้นอังกฤษ FTSE 100 ได้แบบเร็วๆ จะเห็นว่า การเข้าไปพิจารณาราคาหุ้นของแต่ละ 100 บริษัท เป็นเรื่องยุ่งยากมาก ดังนั้น เทรดเดอร์และนักลงทุนหลายคนจึงเลือกวิธีที่เรียบง่าย นั่นคือการดูกราฟดัชนี FTSE100 แทน ซึ่งมันถูกคำนวณจากราคาหุ้นของทุกบริษัทที่อยู่ใน 100 อันดับในดัชนี

คุณสามารถกราฟราคานี้ได้อย่างง่ายดายโดยการดาวน์โหลด แพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ที่ให้บริการโดย Admiral Markets จากประเทศอังกฤษ โดยหลังจากที่คุณดาวน์โหลดเสร็จแล้ว คุณจะสามารถดูกราฟราคาย้อนหลังได้ และสามารถเลือกเทรดบนสินทรัพย์ที่หลากหลายประเภทได้ การดาวน์โหลดแพลตฟอร์มที่จะยิ่งประโยชน์อย่างมากในบทถัดไป ที่เราจะค่อยๆ เดินหน้าไปทีละขั้นตอนสำหรับวิธีการเทรดดัชนี FTSE100 รวมถึงหุ้นของบริษัทอื่นๆ ที่ถูกคำนวณไว้ในดัชนี

บริษัทของตลาดหุ้นอังกฤษที่อยู่ใน FTSE 100 Index มีอะไรบ้าง

เมื่อ FTSE100 เปิดตัวในปี 1984 แล้วนั้น รายชื่อบริษัทในดัชนีมีการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นและลดลงของมูลค่าตลาดรวมถึงการควบรวมกิจการ หลายคนอาจคิดว่า บริษัททั้งหมดในดัชนีเป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีข้อกำหนดแบบนั้นเกี่ยวกับบริษัทที่จะเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน LSE และความเป็นจริง คือ มีหลายบริษัทที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศและสร้างรายได้อยู่นอกอาณาจักรอังกฤษ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นอังกฤษและ UK FTSE 100 Index

มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด FTSE100 แต่ปัจจัยหลักที่สำคัญ 2 อย่างได้แก่ เศรษฐกิจและการเมือง

โดยหากอยู่ในช่วงเวลาเศรษฐกิจกำลังเติบโต ตลาดหุ้นมักจะเคลื่อนไหวสอดรับไปในทิศทางที่สูงขึ้น เหตุผลก็คือ สภาพแวดล้อมดังกล่าวจะทำให้มีการจ้างงานที่มากขึ้น เกิดการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น และบริษัทก็มีกำไรมากยิ่งขึ้น

ถ้าบริษัทเริ่มมีกำไร นักลงทุนก็มักจะซื้อหุ้นในบริษัทเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้น นักลงทุนให้ความสำคัญกับข้อมูลทางเศรษฐกิจ เช่น

  • รายงานตัวเลขเงินเฟ้อ
  • ตัวเลขการจ้างงาน
  • นโยบายของธนาคารกลางเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
  • ยอดค้าปลีกและตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภค
  • การเคลื่อนไหวของสกุลเงิน และปัจจัยอื่นๆ

คุณสามารถดูปฏิทินที่แสดงกำหนดการประกาศเกี่ยวกับข่าวตัวเลขเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศอังกฤษทั้งหมดได้จากหน้าเว็บไซต์ Admiral Markets ในส่วนของ Forex Calendar โดยสำหรับเทรดเดอร์บางคน มันเป็นเรื่องท้าทายที่จะเข้าเทรดจังหวะที่เกิดความผันผวนสูงในช่วงที่มีการประกาศข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ และนี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเทรดที่ใช่ ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ยกตัวอย่าง Admiral Markets เสนอผลิตภัณฑ์แบบ CFD (Contract for Difference) ซึ่งหมายถึง มันเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นหรือตลาดขาลง

เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ 28.01 จุด กังวลภาคการผลิตจีนชะลอตัว

หุ้นจีน : เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ 28.01 จุด กังวลภาคการผลิตจีนชะลอตัว

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดลบวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังต่อรายงานดัชนีภาคการผลิตและภาคบริการของจีนที่ชะลอตัวลงในเดือนม.ค.

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,477.17 จุด ลดลง 28.01 จุด หรือ -0.80%

ตลาดได้รับแรงกดดันจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ซึ่งระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตในเดือนม.ค. อยู่ที่ระดับ 51.3 ลดลง 0.6 จุด จากระดับ 51.9 ในเดือนธ.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของจีนยังคงมีการขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง

ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการของจีนลดลงมาอยู่ที่ 52.4 ในเดือนม.ค. จาก 55.7 ในเดือนธ.ค. แต่ดัชนี PMI ภาคบริการยังอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคบริการของจีนยังคงมีการขยายตัว แต่เป็นการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ufabet

หุ้นจีน A-Shares คืออะไร ทำไมนักลงทุนต้องสนใจ

เวลาที่พูดถึงหุ้นจีน นักลงทุนอาจจะได้ยินคำว่า A-Shares H-Shares รวมถึง ADR หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับ หุ้น A-Shares จะหมายถึง บริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ อันประกอบด้วย ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และตลาดหุ้นเซินเจิ้น ส่วน H-Shares คือบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง และ ADR คือ บริษทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งในเวลานี้หุ้น A-Shares เป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากขึ้น

อลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ (Allianz Global Investors หรือ AGI) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบริหารหุ้นจีน และเป็นพันธมิตรที่กองทุนบัวหลวงมอบหมายให้เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศ (Outsourced fund manager) ของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ) นำเสนอข้อมูลตลาดไว้อย่างน่าสนใจ ว่า สาเหตุที่ควรให้ความสำคัญกับ A-Shares ก็เพราะเวลานี้ จีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกก็จริง แต่คาดว่าภายในปี 2030 เศรษฐกิจจีนจะขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ได้ในที่สุด และตลาดหุ้น A-Shares จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโอกาสทางเศรษฐกิจนี้

ขณะที่ หุ้น A-Shares มีอยู่ประมาณ 3,800 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 8.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 70% ของมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นจีนทั้งหมด และ MSCI ก็มีการเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Shares ในดัชนี MSCI Emerging Market อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของจีนที่มีความสำคัญต่อตลาดหุ้นโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กองทุนต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นจีน A-Shares กับตลาดหุ้นอื่นก็มีน้อยมาก เรียกง่ายๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นจีน มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอื่นน้อยมาก อันเป็นผลจากการได้รับอิทธิพลจากนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และการเงินในประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ อีกทั้งบริษัทส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนก็มีรายได้หลักจากในประเทศ ดังนั้นจึงได้รับผลข้างเคียงจากความขัดแย้งทางการค้าที่จีนมีกับสหรัฐฯ น้อย ด้วยเหตุนี้เอง หากมีหุ้นจีน A-Shares อยู่ในพอร์ตลงทุนก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ และยังทำให้นักลงทุนมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วเนื่องจากดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจใหม่ของจีนด้วย

เศรษฐกิจใหม่ที่ว่านี้ ก็คือ การเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศมากขึ้น การเน้นเรื่องเพิ่มมูลค่าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว บันเทิง อุปกรณ์ด้านสุขภาพ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม ยานพาหนะพลังงานทางเลือกใหม่ ไบโอเทค ซอฟต์แวร์ และวัตถุดิบใหม่ๆ ดังนั้น การลงทุนใน A-Shares จึงเป็นโอกาสที่ทำให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่จะเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตของเศรษฐกิจจีน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นกลางในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อหุ้น A-Shares มีความน่าสนใจ หากผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศได้ ก็สามารถพิจารณาจัดสรรสินทรัพย์ Asset Allocation โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้

‘หุ้นจีน’ ว่าที่ตลาดการเงินใหม่ของโลก

พลิกทุกความคาดหมาย เมื่อหุ้น IPO ที่นักลงทุนทั่วโลกรอคอย และว่ากันว่ามีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ของ ANT Group ถูก ก.ล.ต. ของจีนสั่งระงับการซื้อขาย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดย China Securities Regulatory Commission หรือ ก.ล.ต. จีน บอกว่า ทางผู้บริหารของ ANT Group บริษัทฟินเทคที่มี Alibaba ถือหุ้นอยู่ 33% ได้รายงานการเปลี่ยนแปลงในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์เทคโนโลยีทางการเงิน ส่งผลให้ทางก.ล.ต. จีนมองว่า ANT Group ยังไม่ผ่านเงื่อนไขสำหรับแผน IPO และกฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล[1]

เราคงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของ ANT Group ต่อไป ว่าจะผลักดันแผนการ IPO ของตัวเองให้สามารถเข้าซื้อขายในเซี่ยงไฮ้และฮ่องกงได้หรือไม่