Catch Me If You Can ภาพยนตร์มิจฉาชีพอัจฉริยะ

Catch Me If You Can มิจฉาชีพ อัจฉริยะ วัย 16 ปี

รีวิว Catch Me If You Can จับให้ได้ ถ้านายแน่จริง - Filmsheets

Catch Me If You Can มิจฉาชีพ อัจฉริยะ วัย 16 ปี ดำเนินการ คนเดียว แต่ปัดกวาด เงิน

หลายล้านเหรียญ สหรัฐ เข้า กระเป๋า เขา ปลอมตัว เป็นทั้งนักบิน หมอ คุณครูแล้วก็ อัยการ ได้

แนบเนี้ยน จนกระทั่ง คน เชื่อวางใจ เขา หลอกแม้กระทั่ง เอฟบีไอ จน สามารถ หนี การเข้า

จับกุม ได้ หลาย ต่อ หลายครั้ง

เรื่องราว ทั้งหมดทั้งปวง เช่นเดียวกันกับ เป็น นิยายนักสืบ เรียกตัว ผู้ร้ายแต่ทุกบรรทัด ข้างต้น

เป็น เรื่อง ที่เกิดขึ้น จริง โดย ( อดีต) มิจฉาชีพอเมริกัน นาม ว่า ‘แฟร งก์ อบาเนล’ (Frank Abagnale)

เรื่องราวของเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสู่ภาพยนตร์ ‘Catch Me If You Can’  ซึ่งเข้าฉาย

ในปี 2002 ด้วยฝีมือการกำกับของ สตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) และผู้ที่มารับบท

เป็นแฟรงก์ อบาเนล คือ ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ (Leonardo DiCaprio)

หากภาพยนตร์เรื่องนี้หยิบยกชีวิตของแฟรงก์มาคร่าว ๆ สลับสับบางฉากให้ต่างไปจากเรื่องจริง

ทั้งยังเน้นความสัมพันธ์ของพ่อ ลูก และเอฟบีไอคู่ปรับของแฟรงก์เสียมากกว่า แต่เรื่องราว

ทั้งหมดก็ชวนใจเต้นลุ้นไปกับตัวละครไม่แพ้ชีวิตจริงของแฟรงก์เลยทีเดียว

ปัจจุบันแฟรงก์ อบาเนลยังคงมีรายได้สูงลิ่วปีละหลายล้านเหรียญ แต่ไม่ต้องหลบหนี ไม่ต้องมี

คดีติดตัวอีกต่อไป เพราะเขากลายเป็นสุจริตชนผู้ออกบรรยายทั่วสหรัฐฯ เป็นที่ปรึกษาของ

สถาบันหลายแห่ง ทั้งยังเคยถูกเชิญมาบรรยายให้พนักงานการบินไทยฟัง

อะไรทำให้แฟรงก์กลายเป็นอาชญากรกลับใจ ทั้งยังสามารถเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาให้หลาย

องค์กรได้? เรื่องราวต่อไปนี้คือคำตอบ

แฟรงก์เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่ค่อนข้างสุขสบาย แม่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-แอลจีเรีย

พบรักกับพ่อที่เป็นทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนจะมาเปิดร้านขายเครื่องเขียนหลัง

ปลดประจำการ แต่แล้วเมื่อแฟรงก์อายุ 12 ปี พ่อกับแม่ของเขาหย่าร้างกัน แฟรงก์ขอออกมาอยู่

กับพ่อด้วยความรู้สึกสนิทใจ เห็นใจ และไม่อยากให้พ่อโดดเดี่ยว

แฟรงก์เล่าว่า การเป็นสะพานเชื่อมความขัดแย้งของพ่อกับแม่ บวกกับความต้องการเรียกร้อง

ความสนใจ เผื่อแม่จะยอมกลับมาอยู่กับพ่ออย่างเดิม ทำให้เขาเลือกคบกลุ่มเพื่อนแก๊งหัวโจก

ก่อคดีป่วนโรงเรียน จนครูต้องเรียกพบผู้ปกครองเป็นประจำ

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้แฟรงก์เริ่มเปิดประตูสู่เส้นทางอาชญากรอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อนของเขา

หากเป็นความสัมพันธ์ทางร่างกายกับหญิงสาวที่ทำให้เขาเข้าขั้น ‘เสพติด’ จนต้องเริ่มหาเงิน

เพื่อดึงดูดหญิงสาวมากหน้าหลายตาให้เข้ามาหาแฟรงก์

กลโกงแรก เริ่มต้นจากการนำบัตรเครดิตของพ่อไปตกลงกับร้านขายอะไหล่รถยนต์ จนในที่สุด

พ่อต้องมาตามชดใช้จ่ายบิลกว่า 3,400 เหรียญในเวลาเพียง 2 เดือน แต่กลับให้อภัยแฟรงก์

อย่างที่เคยเป็นเสมอมา

>>> ดูหนังซับไทย <<<

วันเวลาผ่านไป แม่ยังคงใจแข็งไม่ยอมกลับมา ส่วนสถานะทางการเงินของพ่อเริ่มเดินทางมาถึง

จุดต่ำสุด ต้องขายบ้าน ขายรถ เพื่อนฝูงหนีหาย หากพ่อเขากลับบอกว่า

“มนุษย์เราน่ะจะมีอะไรไม่สำคัญเท่ากับเป็นอะไร รถคันนั้นมันเหมาะกับพ่อในขณะนี้ สามารถพา

พ่อไปได้ทุกหนทุกแห่ง พ่อรู้ว่าพ่อเป็นใครและเป็นอะไร นั่นคือความจริง…ความซื่อสัตย์ของพ่อ

มันสำคัญมากกว่ารถคันใหญ่ ๆ …ตราบใดที่เรารู้ว่าตัวเองเป็นใครและเป็นอะไร ทุกอย่างมันก็จะดี

ขึ้นสำหรับคนคนนั้น”

เมื่อแฟรงก์ได้ยินประโยคนี้ เขาตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง…นั่นน่ะสิ เขาเป็นใคร ?

แฟรงก์เหมือนวัยรุ่นธรรมดาทั่วไปที่ต้องการค้นหาตัวตน และมีช่วงที่สับสนในชีวิต แต่วิธีการ

ค้นหาตัวเองของเขากลับไม่ใช่การเรียนดนตรี เข้าชมรม เล่นกีฬา หรือออกเดินทาง ยิ่งเห็นภาพ

ครอบครัวตรงหน้าที่แสนบาดใจ ยิ่งผลักให้เขาเลือกหนทางใหม่ นั่นคือ ‘การหนีออกจากบ้าน’

“แม้ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน แต่จุดยืนของผมก็คือต้องประสบความสำเร็จในสิ่งที่อยากจะเป็น…

ยอดคน…เป็นยอดของยอดคนในอาชีพใดอาชีพหนึ่ง เหมือนยอดเขาเอเวอเรสต์ของเทือกเขา

หิมาลัย..ต้องเป็นหนึ่งในยุทธจักร และเมื่อถึงจุดนั้นจะไม่มีใครมาเขี่ยผมกระเด็นตกจากยอดนั้น

ได้ จะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างที่พ่อเคยโดนมาแล้วเป็นอันขาด”

แฟรงก์เริ่มใช้ชีวิตในนิวยอร์กด้วยอาชีพสุจริต แต่ด้วยอายุและวุฒิการศึกษาทำให้เกิดปัญหาเมื่อ

ต้องทำงานพิเศษเพื่อเลี้ยงชีพ บวกกับอาการเสพติดผู้หญิงที่ไม่อาจควบคุมได้ ทำให้เขายิ่ง

ต้องการเงินเพิ่มขึ้นไปอีก

แฟรงก์ตัดสินใจหวนสู่เส้นทางเดิม ที่ง่าย เร็ว และถนัดที่สุด นั่นคือการเป็น ‘นักต้มตุ๋น’

เจ้าพ่อเช็คเด้ง อัจฉริยะนักต้มตุ๋น

แฟรงก์เริ่มหากินกับการนำเช็คไปขึ้นเงินตามสถานที่ต่าง ๆ ก่อนจะเดินทางเข้าสู่วิถีการปลอมตัว

อันแนบเนียนเพื่อให้การนำเช็คไปขึ้นเงินสะดวกและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นจากอาชีพ

นักบิน

“นักบินเป็นอาชีพที่มีความหมายในสายตาของมนุษย์ด้วยกัน ทุกคนไว้ใจและให้ความเชื่อถือ

อย่างสูง คงไม่มีใครนึกว่าจะมีนักบินกะล่อนอยู่ในโลกนี้ นักบินมักจะแปลกถิ่นกับเมืองต่าง ๆ

เนื่องจากต้องเดินทางไปมาอยู่เสมอ ไอ้นี่แหละที่จะช่วยให้ผมต้มมนุษย์ได้สะดวก”

เขาอยู่บนเครื่องบินในฐานะเดดเฮด (ลูกเรือโดยสารเครื่องบินในฐานะผู้โดยสารโดยไม่เสียค่า

เดินทาง) ผูกมิตรกับลูกเรือคนอื่น ๆ ควงนางฟ้าบนเครื่องบินมากหน้าหลายตามานานหลายปี แต่

กลับไม่มีใครเอะใจ

“ถ้าคุณต้องการปลอมตัวได้แนบเนียน ต้องรู้มาก รู้พอ ๆ กับนักบินจริง ๆ เช่น ความสิ้นเปลือง

ของเชื้อเพลิง…เครื่องโบอิ้ง 707 กินน้ำมันชั่วโมงละ 2,000 แกลลอน…เครื่องที่บินไปทางทิศ

ตะวันตกต้องบินในระดับความสูง 20,000 หรือ 24,000 ฟุต ส่วนเครื่องบินที่สวนทางคือ บิน

ออกไปทิศตะวันออกต้องบินในระดับความสูง 19,000 หรือ 27,000 ฟุต เป็นต้น…”

นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากอาชญากรทั่วไป แฟรงก์จริงจังกับทุกอาชีพที่เขาปลอมตัว เขา

เป็นทั้งนักอ่าน นักสัมภาษณ์ และนักเรียนรู้ แฟรงก์มักขลุกตัวอยู่ในห้องสมุด มีสมุดจดศัพท์

เฉพาะหรือศัพท์สแลงที่คนในสายอาชีพนั้นใช้เป็นประจำ บ้างก็ปลอมตัวเข้าไปเป็นนักศึกษาขอ

สัมภาษณ์เพื่อทำรายงาน บ้างก็ซึมซับรายละเอียดนอกตำราจากบทสนทนากับหญิงสาวที่เขา

เข้าไปขายขนมจีบ

มีครั้งหนึ่งที่เขาสอบเนติบัณฑิตด้วยใบปริญญาปลอม และสามารถสอบผ่านด้วยการอ่านหนังสือ

ติวเข้มอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาหลายวัน อาจจะด้วยความฉลาด ความขยัน และความโชคดีที่

คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นยังไม่ทันสมัยเท่าไรนัก บวกกับการหาช่องว่างและทุกความหละหลวมของ

เจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเช็คและข้อมูลพนักงาน ทำให้กว่าจะรู้ว่าเช็คของแฟรงก์ไม่สามารถ

ขึ้นเงินได้ เขาก็เดินตัวปลิวอยู่ในเมืองอื่นไปเสียแล้ว

ชีวิตที่โดดเดี่ยวและโหยหาการยอมรับ

ความน่าสนใจของอัจฉริยะนักต้มตุ๋นคนนี้ คือเขาทำงานคนเดียวมาโดยตลอด ส่วนผู้คนที่ช่วย

เหลือเขาล้วนเป็นคนที่เชื่อสนิทใจว่า เขาคือหนุ่มเจ้าเสน่ห์มากความสามารถ

นอกจากนี้ แฟรงก์ยังไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นเหล้า บุหรี่ การพนัน จะดื่มก็เพียง

แต่เข้าสังคมจอมปลอมของเขาเท่านั้น แต่บ่วงที่ยึดเขาให้อยู่ในเส้นทางนักต้มตุ๋นอย่างดิ้นไม่

หลุด คือ ความหอมหวานจากการยอมรับ สายตาชื่นชมและความน่าเชื่อถือทุกครั้งที่สวมชุด

นักบิน หรือชุดกาวน์ของแพทย์ รวมทั้งความหลงใหลในเรื่องผู้หญิงซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มและจุดจบ

อาชีพอาชญากรของเขาเอง

แฟรงก์เคยสารภาพทุกอย่างครั้งแรกกับสาวที่เขาตกหลุมรักจนตั้งใจจะลงหลักปักฐานด้วย แต่

แล้วด้วยความโกรธเจือความสับสน หญิงสาวผู้นั้นได้นำเรื่องราวของแฟรงก์ไปแจ้งตำรวจ หรือ

ครั้งหนึ่งที่เขาเคยถูกจับเพราะผู้หญิงที่จำเขาได้ไปแจ้งเบาะแสนั้นกับตำรวจจนตามตัวเขาพบ

กาลเวลาผ่านไป แม้แฟรงก์จะเป็นอัจฉริยะนักต้มตุ๋นที่หลบหนีอย่างหวุดหวิดได้หลายต่อหลาย

ครั้ง แต่เขาไม่สามารถหลบหนีไปได้ทั้งชีวิต ในที่สุดตำนานของนักต้มตุ๋นคนนี้ก็จบลงเมื่อเขาถูก

จับได้ที่ฝรั่งเศส

อาชญากรกลับใจ

แฟรงก์เคยผ่านทั้งคุกแสนทรมานในฝรั่งเศส คุกที่เหมือนอยู่บ้านแบบสวีเดน ก่อนจะคืนสู่ถิ่นและ

รับโทษในคุกของสหรัฐอเมริกายาวนานกว่า 12 ปี

เมื่อกลับมาใช้ชีวิตปกติในโลกภายนอก ราคาที่เขาต้องจ่ายกลับมีมากกว่าวันเวลาที่ถูกจำกัด

อิสรภาพภายในคุก หลายครั้งที่แฟรงก์สมัครงานจนได้เลื่อนขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ถูก

ไล่ออกทันทีเมื่อเขาถูกตรวจสอบประวัติ

“สังคมได้ลงโทษคนผ่านคุกทางอ้อม ไม่ยอมรับ ปฏิเสธการตั้งต้นชีวิตใหม่ การต้องโทษกลาย

เป็นประกาศนียบัตรเลวร้าย ทำให้สังคมส่วนใหญ่เบือนหน้าหนีพวกเขา ไม่ให้โอกาสในการหา

งานทำ”

วันหนึ่งขณะที่เขาเริ่มงานใหม่ในโรงภาพยนตร์ โดยทำหน้าที่คุมเครื่องฉายให้ทำงานไปเรื่อย ๆ

แฟรงก์ก็นึกขึ้นมาได้ว่า “งานแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้คนอย่างผม ใคร ๆ ก็ทำได้ มันเสียเวลาไป

โดยไร้ประโยชน์” และแล้วสมองอันปราดเปรื่องของเขาก็พบทางออกใหม่ แต่คราวนี้ไม่ใช่

หนทางของนักต้มตุ๋นอีกต่อไป

“ผมคิดว่าบรรดานักปลอมแปลงที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งรู้เรื่องดีที่สุด นับแต่ผม

ได้รับการปล่อยตัวจากคุกโดยมีทัณฑ์บน คิดตลอดเวลาว่า หากนำความรู้นี้ไปใช้ในทางที่ถูกที่

ควร สามารถช่วยสังคมได้มากทีเดียว อย่างเช่น ทุกครั้งที่ผมเข้าไปในร้านแล้วเขียนเช็ค สังเกต

เห็นความผิดพลาดสองสามอย่างของเสมียนหรือพนักงานเก็บเงิน พวกเขาชุ่ย ความชุ่ยนี้เองที่

นักต้มตุ๋นนำไปเป็นประโยชน์ คนชุ่ยเพราะขาดการเรียนรู้ ผมสามารถสอนให้พวกเขารู้จักวิธี

รับมือกับเช็คหรือตั๋วเงินอย่างอื่น เพื่อป้องกันมิให้พวกเขาโดนโกง”

แฟรงก์เสนอไอเดียนี้ให้กับพนักงานคุมประพฤติ ประตูบานใหม่ในชีวิตเขาเปิดออก ในที่สุด…เขา

ก็ค้นพบ ‘ตัวตนที่หล่นหาย’ และยืนหยัดด้วยความภาคภูมิใจในฐานะ ‘แฟรงก์ อบาเนล’ สุจริต

ชนที่ไม่ต้องหลบหนี ไม่ต้องระแวง และได้ใช้ความรู้ของเขาถ่ายทอดให้กับคนในสังคม

“สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ เป็นความปรารถนาดั้งเดิมที่ทำให้ผมต้องกลายเป็นอาชญากร ผมได้มี

โอกาสไปพูดต่อหน้าคนนับพัน ทุกคนอยากฟังว่าผมพูดอะไรบ้าง นั่นคืออีโก้ของผม…ความจริง

สัญชาตญาณอาชญากรยังอยู่กับผม แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไปแล้ว เนื่องจาก

สังคมและกฎหมายได้หยิบยื่นสิ่งที่ผมต้องการให้ผมแล้ว จึงเปลี่ยนจากอาชญากรมาเป็นศิลปิน

สร้างสรรค์ผลงานให้แก่สังคม ผมเป็นศัตรูของอดีต เป็นศัตรูของนักต้มในปัจจุบัน”

แฟรงก์ อบาเนล ในวัย 16 นั้น คงไม่ต่างจากวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งที่ออกตามหาตัวตนที่หล่นหาย

แต่ต้องพบกับความแตกสลายในสถาบันครอบครัวจนหลงทิศ สับสน และพลั้งพลาดก้าวสู่เส้น

ทางของนักต้มตุ๋น

แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า อาชญากรกลับใจก็สามารถสร้างประโยชน์มหาศาล

ให้กับสังคมได้ และแฟรงก์ยังเป็นความหวังให้กับผู้คนว่า ตราบที่ยังหายใจ เราสามารถเริ่มต้น

ใหม่ในเส้นทางที่ดีกว่าได้เสมอ…

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *