ภาพยนตร์จาก Netflix เรื่อง Roma

Roma

Roma 

Roma ฉายภาพของครอบครัวชาวเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวในช่วงปี 1970-1971 ที่มีคลีโอเป็นหนึ่งในสาวใช้ เธอมีชีวิตอีกด้านของตัวเองที่เฉกเช่นคนธรรมดา มีความรักและถูกทิ้งหลังจากตั้งครรภ์

จากบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับอัลฟองโซ กัวรอง เขาเล่าถึงสาวใช้นามว่าลิโบที่นับเป็นแม่อุ้มบุญที่เขาแสนจะผูกพัน และ ‘คลีโอ’ ตัวละครสาวใช้ในหนังก็คือตัวแทนของลิโบขณะที่คลีโอเผชิญปัญหา พ่อผู้เป็นนายจ้างก็มีผู้หญิงอื่น แม่จึงต้องยืนหยัดดูแลลูกๆ และรับฟังปัญหาของคลีโอ ไม่ใช่เพียงในฐานะนายจ้าง แต่เป็นในฐานะผู้หญิงด้วยกัน

แม้หนังจะย้อนไปเล่าถึงความผูกพันในวัยเด็กของกัวรอง เมื่อตอนที่เขายังไม่เดียงสากับประเด็นความเหลื่อมล้ำอันรุนแรงในสังคมเม็กซิกัน แต่หนังก็ไม่ได้ละทิ้งภาพเหล่านี้ไป เพียงแต่แสดงมันออกมาอย่างแนบเนียนและบางเบา

ในบทสัมภาษณ์หนึ่งของอัลฟองโซ กัวรอง (Alfonso Cuaron) กับนิตยสาร Variety เขาพูดถึง Roma ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดเอาไว้ว่า “มันคงเป็นความรู้สึกผิดของผมที่มีต่อพลวัตทางสังคม ชนชั้น และเชื้อชาติ ตอนนั้นผมเป็นเด็กเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวที่ไม่เคยได้ตระหนักรู้อะไร ผมรู้แค่สิ่งที่พ่อแม่บอก นั่นคือผมควรจะทำดีต่อคนที่ด้อยโอกาสกว่า แต่ผมก็ยังอยู่แค่ในโลกเล็กๆ อันอ่อนวัยของผม”

ถ้าดูจากประโยคนี้คงเห็นได้ว่า สำหรับกัวรองแล้ว Roma เป็นเสมือนการย้อนเวลากลับไปสู่วันวานที่ตัวเขายังคงไร้เดียงสาต่อประเด็นทางสังคมใดๆ และแม้ว่าความพยายามนี้จะเกิดจากกัวรองที่เติบโตขึ้น และรับรู้ได้ถึงความไม่เท่าเทียมในโลกมากขึ้นก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น Roma ก็ไม่ใช่หนังที่มุ่งมั่นจะกลับไปวิพากษ์การกดขี่ทางสังคม ชนชั้น และเชื้อชาติอย่างถอนรากถอนโคนแต่อย่างใด หากเป็นเสมือนจดหมายรักต่อสตรีคนหนึ่งที่กัวรองผูกพันเรื่อยมาตั้งแต่จำความได้ สตรีนางนี้ไม่ใช่แม่ของเขา และทั้งคู่ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางเลือดเนื้อใดๆ ด้วย หล่อนคือสาวใช้คนหนึ่งในบ้าน ผู้คอยเก็บกวาดบ้าน ล้างจาน และปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาในทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน ชื่อของหล่อนคือลิโบเรีย ‘ลิโบ’ รอดริเกซ (Liboria ‘Libo’ Rodríguez)

จากคำบอกเล่าของเขา ลิโบเป็นหญิงสาวชาวเผ่า Mixtec จากรัฐวาฮากาทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก หล่อนเริ่มทำงานในครอบครัวกัวรองขณะที่เขายังอายุเพียง 9 เดือนเท่านั้น และแม้กัวรองจะบอกว่าลิโบมักจะเล่าเรื่องความยากลำบากให้เขาฟังอยู่บ่อยๆ เล่าว่าบางครั้งหล่อนเองก็อดอยาก หรือจำใจต้องทิ้งบ้านเกิดมาเพื่อจะหางานในเมือง แต่เพราะยังอ่อนเยาว์อยู่กัวรองจึงรับรู้เรื่องราวของลิโบในฐานะการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นเท่านั้น

นี่เองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ว่า ทำไม Roma จึงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่พูดถึงประเด็นของชนชั้น และความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างตรงไปตรงมา หากใช้วิธีการที่แนบเนียน และบางเบากว่า เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายจ้างกับสาวใช้

อย่างย่นย่อ Roma ฉายภาพของครอบครัวชาวเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวในช่วงปี 1970-1971 ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งพร้อมกับสาวใช้อีกสองคน หนึ่งในนั้นคือคลีโอ (ตัวแทนของลิโบในภาพยนตร์) ผู้เป็นที่รักของสมาชิกทุกคนในบ้าน หน้าที่ของหล่อนก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลี้ยงดูเด็กๆ ทั้งสี่คนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงซักผ้า เตรียมอาหาร และคอยเก็บกวาดขี้หมาซ้ำๆ ทุกวัน ซึ่งคลีโอก็ตั้งใจทำงานของหล่อนอย่างเต็มที่

แต่พ้นไปจากชีวิตที่ต้องวิ่งวุ่นอยู่ในบ้าน คลีโอเองก็มีชีวิตส่วนตัวที่นายจ้างไม่ค่อยจะรับรู้นัก อย่างหล่อนเองก็มีแฟนหนุ่มเช่นสาววัยรุ่นทั่วไป หรือหล่อนเองก็หลงไหลในการร้องเพลงเงียบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครฟัง ยามว่าง คลีโอก็ไปดูหนังกับคนรัก และร่วมรักกับเขาเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป แต่ละวันของหล่อนคล้ายจะผันผ่านไปอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งวันหนึ่งคลีโอพบว่าประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ หล่อนคิดว่าตัวเองตั้งท้องจึงบอกเรื่องนี้กับแฟนหนุ่มที่พอได้รู้ก็หนีหายไปจากชีวิตคลีโอในทันที ในช่วงเวลาเดียวกับที่สาวใช้เผชิญมรสุม ภาพชีวิตอันเคยปกติธรรมดาของครอบครัวนายจ้างเองก็เริ่มที่จะถูกสั่นคลอน เมื่อ ‘พ่อ’ ผู้เป็นประหนึ่งเสาหลักของบ้านได้อ้างว่าจะต้องไปประชุมที่แคนาดา เพื่อที่ว่าในความเป็นจริงเขาจะได้หนีหายไปเสวยสุขร่วมกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งแทน

เมื่อได้รู้ว่าพ่อได้ทิ้งครอบครัวไปแล้ว ‘แม่’ ที่ต่อแต่นี้ไปจะต้องเลี้ยงดูลูกๆ ทั้ง 4 คน รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบ้านเพียงลำพังก็ถึงแก่การแตกสลาย ซ้ำร้าย ยิ่งเมื่อความพังทลายนี้มาเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่ คลีโอมาสารภาพว่าหล่อนกำลังท้องอยู่ แต่กลับถูกพ่อของลูกทิ้งไปแล้ว ก็ดูจะเป็นไปได้เสียเหลือเกินว่าครอบครัวนี้จะยิ่งพังพินาศไปกันใหญ่ ทว่ากัวรองเลือกที่จะไม่ชักพาหนังไปสู่เส้นทางอันล่มสลายนั้น เขากลับเลือกจะแสดงให้เห็นความหวังเล็กๆ ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางพายุร้าย ด้วยไม่เพียงแต่แม่จะไม่ไล่สาวใช้ออกจากบ้านแค่เพราะหล่อนตั้งครรภ์ หากยังยินดีจะพาคลีโอไปตรวจครรภ์ด้วยซ้ำ แม่ไม่มีทีท่าจะกล่าวโทษ หรือตัดสินว่าการตั้งท้องของคลีโอเป็นเรื่องผิดอะไรเลย ราวว่าในชั่วขณะที่ได้ยินคำสารภาพจากสาวใช้อย่างซื่อๆ สั้นๆ แม่ไม่ได้มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาของนายจ้าง หากมองด้วยสายตาที่ผู้หญิงมองผู้หญิงด้วยกัน เป็นสายตาของผู้หญิงที่เข้าใจกันและกันว่าอีกฝั่งกำลังเจ็บปวด

หรือในอีกฉากหนึ่ง เราเห็นแม่เดินเข้าบ้านมาอย่างเมามาย และซึ่งพอเห็นคลีโอที่ยืนรอรับอยู่เงียบๆ แม่ก็ได้พูดกับสาวใช้พร้อมเสียงหัวเราะว่า “เราอยู่กันอย่างโดดเดี่ยว ไม่ว่าพวกนั้นจะบอกเธอว่ายังไง พวกผู้หญิงเราก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตลอด” แน่นอนว่าประโยคนี้แม่กำลังหมายถึงผู้ชายในชีวิตของทั้งคู่ ทั้งพ่อ และแฟนหนุ่มของคลีโอที่สุดท้ายแล้วก็ปล่อยให้ผู้หญิงซึ่งเคยเกี่ยวพันต้องมาแบกรับในสิ่งที่พวกเขาต่างก็มีส่วนสร้างขึ้นโดยลำพัง และไม่คิดจะแยแสสนใจ

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือท่าทีการพูดเรื่องชนชั้นของกัวรองในหนังเรื่องนี้ อย่างที่ได้เกริ่นไปว่า โรม ไม่ได้วิพากษ์เรื่องชนชั้นอย่างตรงไปตรงมา หากแสดงให้เห็นผ่านปฏิสัมพันธ์อันเรียบง่ายระหว่างสมาชิกในครอบครัว และสาวใช้ เช่นในฉากหนึ่งที่ทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งดูโทรทัศน์กันอย่างสนุกสนาน ซึ่งคลีโอเองก็นั่งดูอยู่พร้อมๆ กัน หล่อนหัวเราะร่วนไปกับทุกคน พร้อมๆ กับที่ลูกชายคนหนึ่งโอบไหล่หล่อนอย่างรักใคร่ แต่แล้ว – ด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย – แม่บอกคลีโอให้ไปยกน้ำชามาเสิร์ฟซึ่งหล่อนก็ลุกไปปฏิบัติงานของตนตามปกติแต่โดยดี

ผ่านฉากเล็กๆ นี้ที่กัวรองแสดงให้เห็นลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวกับคลีโอที่ซ้อนทับกันอยู่ระหว่างความสัมพันธ์แบบนายจ้าง–ลูกจ้าง กับความรู้สึกประหนึ่งว่าหล่อนเป็นคนสำคัญในครอบครัว ในบทสัมภาษณ์หนึ่ง กัวรองเล่าถึงความผูกพันของเขากับลิโบไว้ว่า

“ลิโบคือผู้หญิงที่เลี้ยงดูผม เธอเป็น—มันประหลาดอยู่สักหน่อยหากจะพูดว่าเธอเป็นแม่อุ้มบุญของผม แต่ผมรู้สึกว่านี่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับสาวใช้และพี่เลี้ยงหลายๆ คน นั่นคือพวกเธอมักจะมีตัวตนในชีวิตคุณมากกว่าแม่แท้ๆ เสียอีก“

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของนายจ้างและลูกจ้างใน โรม จึงปรากฏให้เห็นอย่างแนบเนียน และเรียบง่าย เช่นกันที่ก็อาจกล่าวได้ว่า กัวรองเองก็ไม่ได้ต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้วิพากษ์ประเด็นชนชั้นระหว่างนายจ้าง–สาวใช้ในบ้านอย่างรุนแรงแต่อย่างใด ด้วยเพราะเขาเองก็เติบโตขึ้นมาในบ้านที่ความเหลื่อมล้ำแปรเปลี่ยนเป็นรูปแบบหนึ่งของความรัก ความผูกพัน และแม้เมื่อเขาเติบโตขึ้นกัวรองจะได้เห็นว่าโลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยความกดขี่ที่น่าเกลียดชัง แต่เมื่อเขาในวัยเด็กไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งนั้น และเมื่อ โรม คือภาพยนตร์ที่ต้องการจะเชิดชูความรักที่เขามีต่อสาวใช้ในบ้าน มันจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าทำไมประเด็นชนชั้นจึงไม่ถูกนำเสนอออกมาอย่างชัดเจน หรือตรงไปตรงมานัก ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะสูญหาย หรือไม่ถูกแสดงให้เห็นในหนังแต่อย่างใด

เช่นกันกับประเด็นทางประวัติศาสตร์และการเมืองของประเทศเม็กซิโกในช่วงปี 1970-1971 ที่แม้เราจะเห็นว่า เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ถูกนำเสนอให้เห็นเพียงฉากหลัง หากนั่นก็ไม่ได้แปลว่าหนังจะทำตัวไร้เดียงสา หรือแยกขาดตัวเองออกจากความเป็นการเมืองไปเลย เพราะกัวรองได้แสดงให้เห็นว่าเขาเอง ‘ตระหนัก’ ถึงบรรยากาศและความเป็นไปของการเมืองเม็กซิโกในช่วงนั้นเป็นอย่างดี ผ่านฉากเล็กๆ ที่ฉายภาพตัวละครในเรื่องซึ่งได้รับผลกระทบจากการกดขี่ของรัฐบาล เช่น การที่เพื่อนสาวใช้ถามคลีโอว่า รู้หรือยังว่ารัฐบาลยึดที่ดินของแม่หล่อนที่บ้านไปหมดแล้ว หรือฉากการปะทะกันในช่วงท้ายระหว่างนักศึกษาและกองกำลังทหาร ซึ่งส่งผลให้รถติดสาหัสจนคลีโอเกือบจะไปคลอดที่โรงพยาบาลไม่ทัน

อีกโครงสร้างหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนว่า กัวรองตระหนักในประเด็นชนชั้นเป็นอย่างดี คือการออกแบบสายตาของกล้องให้เคลื่อนที่ในระนาบแนวนอนเกือบทั้งเรื่อง จะยกเว้นแค่เพียงฉากเปิด – ปิดเรื่องเท่านั้นที่กล้องจะค่อยๆ เคลื่อนจากล่างสู่บน การเคลื่อนกล้องในระนาบนี้อธิบายมุมมองที่กัวรองมีต่อสาวใช้ในเรื่องเป็นอย่างดี ว่าเขาไม่ได้ต้องการจะจัดลำดับชั้นของตัวละครในเรื่องว่าใครอยู่เหนือใคร และใครอยู่ล่างใคร เพราะผ่านสายตาของกล้อง ทุกคนต่างเป็นมนุษย์ที่เคลื่อนที่อยู่ในระดับเดียวกัน แม้ว่าในทางหนึ่งจะมีความเป็นนายจ้าง–ลูกจ้างกำกับพฤติกรรมของตัวละครในเรื่องอยู่จริง ทว่าความผูกพันอันลึกซึ้งที่กัวรองมีต่อลิโบนั้นก็ได้พร่าเลือนเส้นแบ่งทางชนชั้นลงไป ดังที่เราจะเห็นได้จากฉากสุดท้ายที่กล้องค่อยๆ เคลื่อนสูงติดตาม คลีโอที่กำลังเดินขึ้นชั้นดาดฟ้าบ้านไปอย่างช้าๆ ว่านั่นอาจสะท้อนถึงความซาบซึ้งและสถานะอันสูงส่งในหัวใจที่กัวรองมีต่อลิโบของเขาก็เป็นได้

สำหรับกัวรอง ภาพยนตร์เรื่องนี้คือจดหมายรักสู่อดีตและหญิงสาวผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ เขาอนุญาตให้คนนอกอย่างเราได้มองลอดเข้าไปในช่วงชีวิตหนึ่ง ที่ถึงแม้ว่าจะดูธรรมดา และแสนจะเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นฉากชีวิตอันบริสุทธิ์ และไร้เดียงสา แม้ถึงที่สุดแล้ว เราอาจไม่เข้าใจถึงความรักที่กัวรองมีต่อลิโบได้ทั้งหมด กระนั้นอย่างน้อยๆ โรม ก็มอบโอกาสที่จะให้เราได้ลองจับจ้องเสี้ยวชีวิตหนึ่งของใครอื่นอย่างเงียบเชียบ พลางเรียนรู้ว่า นั่นแหละคือชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ที่แม้จะเห็นเป็นเพียงสาวใช้ หากทว่าก็ซับซ้อน ลึกซึ้งและเต็มเปี่ยมไปด้วยหัวจิตหัวใจไม่ต่างอะไรจากใครอื่นเลย

ดูหนังออนไลน์

หนังเรื่อง The wolf of wall street

  The Wolf of Wall Street

The Wolf of Wall Street  หนังดีๆ ในช่วงหลายปีนี้นั้น มีหลากหลายเรื่องมาก รวมไปถึงหนังน่าดู Netflix ที่ควรดูและมีลิขสิทธิ์แท้ เราจึงได้รวบรวมหนังดีที่ไม่ควรพลาด มาให้ลองเลือกรับชมกัน หลังจากที่ผ่านมาเกือบจะสองเดือนแล้ว แต่ทีท่าของ Covid-19 ก็ยังทรงตัวอยู่ ทำให้มีบางบริษัท ของแต่ละพื้นที่ ที่มีการเฝ้าระวังสูง ก็ยังคงต้องมีการทำงานที่บ้านกันอยู่ และ

31

เชื่อว่าหลายๆ คนก็ต้องมีเบื่อที่จะต้องอยู่บ้าน และไม่รู้ว่าจะดูหนังอะไรดี หรือดูที่ไหนดี เราแนะนำว่าให้ลองเปิด Netflix ดูว่ามีเรื่องไหนน่าสนใจบ้าง และช่วงนี้ซีรีส์ก็กำลังดังมากๆ แต่ถ้าใครยังไม่รู้ว่าจะดูหนัง Netflix เรื่องไหนดี ก็ลองมาดูหนัง 50 เรื่องที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้ได้เลย

ผ่านพ้นการหยุดยาวกันไปแล้ว จนขึ้นปีใหม่มาได้เกือบสองเดือน หลายคนอาจจะวางแผนไปเที่ยวต่างจังหวัด ในวันหยุดยาวหลายๆ วัน หรือบางคนก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อ แต่ถ้าคน

ไหนไม่มีแพลนทำอะไร คิดว่าจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ เราแนะนำว่าลองหาหนังดีดี อาหารอร่อยๆ มานั่งดูหนัง Netflix กันยาวๆไปเลยดีกว่า ไหนๆ ก็ไม่ได้มีแพลนจะไปทำอะไรแล้ว ถึงแม้ว่าทาง Netflix เองได้ทำฟีเจอร์ Shuffle ออกมาให้ได้ทดลองกันบ้างแล้ว สำหรับคนที่ไม่รู้จะดูอะไร

ในเว็บ แต่บางครั้งก็ไม่ได้ถูกใจเราเสมอไป และก็ไม่รู้ว่าหนังมันดีจริงหรือเปล่า วันนี้ทาง Specphone จึงจะมาแนะนำ หนังดีที่ไม่ควรพลาด 50 เรื่องและหนังน่าดู Netflix ว่ามีเรื่องอะไรน่าดูบ้าง จะได้ไม่ต้องไปนั่งหาให้เสียเวลา เพราะเรารวมมาให้เลือกแล้ว! ส่วนใครที่คิดว่า 50 เรื่องมันเยอะไป กว่าจะเลื่อนหาครบหมดก็หมดเวลาดูกันพอดี ลองมาดู Top 10 หนัง Netflix ที่ดีที่สุด ในช่วงต้นปีนี้กันได้เลย ดูหนังออนไลน์

ซีรีส์ไตรภาค 7 ตอนของ Netflix เรื่อง The Queen’s Gambit 

The Queen’s Gambit

The Queen’s Gambit

The Queen’s Gambit เมื่อราชินีแห่งเกมกระดานหมากรุก ลุกขึ้นมาทวงบัลลังก์ 10 อันดับสูงสุดในไทยของ Netflix ติดต่อกันนานนับเดือน สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้มินิซีรีส์ ‘The Queen’s Gambit : เกมกระดานแห่งชีวิตโด่งดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับชื่อเสียงของ อันยา เทย์เลอร์-จอย (ผู้รับบทเบธ ฮาร์มอน) ที่ได้รับเสียงชื่นชมถล่มทลายจากนักวิจารณ์ ซีรีส์ที่มีเพียง 7 ตอน ไม่เพียงสะท้อนความเป็นสตรีนิยมในยุคสมัยที่หมากรุกถูกจำกัดให้เป็นเกมของสุภาพบุรุษ หากแต่ยังสะท้อนความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งรัก โลภ โกรธ และหลงได้อย่างลุ่มลึก ต่อให้คุณจะเล่นหมากรุกไม่เป็นก็ไม่ต้องกลัวจะดูซีรีส์ไม่รู้เรื่อง เพราะซีรีส์เรื่องนี้มีดีมากกว่าการชิงไหวชิงพริบบนกระดานอีกเพียบ

‘เกมกระดานแห่งชีวิต’ ว่าด้วยชีวิตของเด็กหญิงวัย 9 ขวบที่สูญเสียแม่จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เธอต้องอาศัยบ้านเด็กกำพร้าและได้รู้จักกับโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ ศาสนา และยากล่อมประสาท วันหนึ่งระหว่างที่เบธลงไปเคาะแปรงลบกระดานชั้นใต้ดิน ก็บังเอิญพบกับภารโรงผู้หลงใหลในหมากรุก ก่อนที่เขาจะเป็นครูหมากรุกคนแรกของเธอ และผลักดันก้าวสู่วงการหมากรุกในยุค 50-60’s ที่หมากรุกยังเป็นเกมสำหรับผู้ชาย

เมื่อชีวิตจริงไม่สวยงามเหมือนในฝัน โลกทั้งใบของเบธจึงอยู่บนกระดาน 64 ช่องที่เธอควบคุมให้เป็นไปตามต้องการได้ แต่ด้วยขาดความอบอุ่นจากครอบครัวและการสูญเสียแม่บุญธรรมไปอย่างไม่คาดคิด ชีวิตที่รุ่งโรจน์ของเบธจึงเต็ม

ไปด้วยความท้าทายในแบบ coming of age ทั้งการแข่งขันที่ดุเดือด การเอาชนะความคิดของผู้คนและการเอาชนะใจของตัวเอง จุดอ่อนในชีวิต จนถึงการติดยาเสพติดและแอลกอฮอล์ขั้นรุนแรง ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าติดตามในทุกฉาก เพื่อลุ้นเอาใจช่วยให้เธอฝ่าฟันอุปสรรคจนซีนสุดท้ายเลยล่ะ

 

ภาพยนต์เรื่อง The Midnight Sky

The Midnight Sky

The Midnight Sky เพียงแค่ตัวอย่างความยาว 2 นาทีเศษ เราก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า  ภาพยนตร์ออริจินัลจาก Netflix เรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์ไซไฟ-ดราม่าสุดเข้มข้นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

The Midnight Skyคือภาพยนตร์ไซไฟที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมชื่อ Good Morning, Midnight ของผู้เขียน Lily Brooks-Dalton โดยบอกเล่าเรื่องราวหลังวันสิ้นโลกที่เกือบทำให้มนุษยชาติต้องดับศูนย์ ออกัสติน (จอร์จ คลูนีย์) นักวิทยาศาสตร์ที่โดดเดี่ยวในแถบอาร์กติกจึงพยายามหาวิธีการติดต่อเพื่อส่งข่าวให้กับ ซัลลี (เฟลิซิตี้ โจนส์) และกลุ่มนักบินอวกาศที่อยู่ห่างจากโลกหลายปีแสง เพื่อไม่ให้พวกเธอกลับมาเจอกับหายนะที่กำลังเกิดขึ้น

กำกับและนำแสดงโดย จอร์จ คลูนีย์ นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Syriana (2005) รวมถึงผลงานการกำกับที่พิสูจน์ความสามารถในฐานะผู้กำกับมาแล้วอย่าง The Ides of March (2011) และ Good Night, and Good Luck (2005)

เสริมทัพด้วยเหล่านักแสดงคุณภาพอย่าง เฟลิซิตี้ โจนส์ นักแสดงหญิงเจ้าบทบาทผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก The Theory of Everything (2014) พร้อมด้วย เดวิด โอเยโลโว ผู้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจาก Selma (2014) และ ไคล์ แชนด์เลอร์ เจ้าของรางวัล Emmy Awards จากซีรีส์เรื่องเยี่ยม Friday Night Lights (2006)

นอกจากนี้ยัง  ยังได้ มาร์ค แอล.สมิธ มือเขียนบทจาก The Revenant (2015) มารับหน้าที่ตีความเรื่องราวจากวรรณกรรมและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในฉบับภาพยนตร์

จอร์จ คลูนีย์ บอกเล่าถึงความประทับใจที่ได้ร่วมงานกับ มาร์ค แอล. สมิธ มือเขียนบทของเขาว่า

“ในฐานะโปรดิวเซอร์ เราอยากทำงานร่วมกับมาร์คมาตลอด เขาเป็นคนเขียนบทที่เก่งมาก เมื่อคุณต้องกำกับหนังสักเรื่องหนึ่ง โดยปกติแล้วคุณจะต้องใช้เวลากับหนังเรื่องนั้นประมาณ 2 ปี ดังนั้นคุณจะต้องมั่นใจว่าหนังของคุณมีอะไรบางอย่างที่จะทำให้คุณตื่นเต้นในการทำงานได้ตลอดโปรเจกต์ และสำหรับผมสิ่งนั้นก็คือบทที่ยอดเยี่ยมของมาร์ค”

ร่วมรับชมการแสดงอันยอดเยี่ยมของ จอร์จ คลูนีย์ และเรื่องราวเหนือจินตนาการที่สื่อสารไปถึงจิตใจใน  วันที่ 23 ธันวาคมนี้ ทาง Netflix

ภาพยนตร์ The Fast and the Furious

เร็ว…แรงทะลุนรก 7

เร็ว...แรงทะลุนรก 7 

เร็ว…แรงทะลุนรก 7 (อังกฤษ: Furious 7) หรือ Fast & Furious 7 เป็นภาพยนตร์โลดโผน/ระทึกขวัญลำดับที่ 7 ในภาพยนตร์ชุด เดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส กำกับโดยเจมส์ วาน เขียนบทโดยคริส มอร์แกน นำแสดงโดยวิน ดีเซล, พอล วอล์กเกอร์ และดเวย์น จอห์นสัน โดยในภาคที่ 7 จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากในภาคที่ 3

เรื่องย่อ

หลังเอาชนะกลุ่มของโอเว่น ชอว์และได้รับการอภัยโทษ โดมินิค “ดอม” ทอเร็ตโตและลูกทีมได้กลับไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน มีชายคนหนึ่งได้ลอบเข้าไปขโมยข้อมูลในสำนักงานหน่วยปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยทางการทูต (Diplomatic Security Service) จนต่อสู้กับลุค ฮ็อบส์ ชายคนนั้นหนีออกมาได้หลังปาระเบิดใส่ฮ็อบส์บาดเจ็บ จากนั้นไม่นาน บ้านของดอมก็ถูกระเบิดในเวลาใกล้เคียงกับที่ฮาน ลูกทีมคนหนึ่งของดอมถูกฆ่าที่โตเกียว ดอมไปเยี่ยมฮ็อบส์แล้วพบว่าคนที่ทำเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดคือ เด็คการ์ด ชอว์ ซึ่งเป็นอดีตหน่วยรบพิเศษอังกฤษที่ต้องการล้างแค้นให้น้องชาย ดอมเดินทางไปที่โตเกียวเพื่อไปรับศพฮาน และพบกับฌอน บอสเวล เพื่อนสนิทของฮาน พร้อมกับหาเบาะแสไปด้วย

ในพิธีศพของฮานที่ลอสแอนเจลิส ดอมสังเกตเห็นรถคันหนึ่งและไล่ตามไปจนพบว่าเป็นเด็คการ์ด ชอว์ ขณะที่ทั้งสองกำลังจะสู้กัน ก็มีหน่วยปฏิบัติการลับที่นำโดยแฟรงค์ พิตตีหรือมิสเตอร์โนบอดีเข้ามาขัดขวาง ชอว์หลบหนีไปได้ มิสเตอร์โนบอดีบอกดอมว่าเขายินดีจะช่วยดอมตามล่าชอว์ โดยแลกเปลี่ยนกับการที่ดอมต้องไปช่วยแรมซีย์ ซึ่งเป็นแฮคเกอร์ผู้สร้าง “ดวงตา

เทพ” ที่ตอนนี้ถูกกลุ่มทหารรับจ้างของโมซี จากันดี จับตัวไป ดอมและลูกทีมขับรถลงจากเครื่องบินและไล่ตามขบวนรถของจากันดี ทั้งสองฝ่ายสู้กันจนดอมพาตัวแรมซีย์ออกมาได้สำเร็จ แรมซีย์พาทีมของดอมไปที่อาบูดาบีเพื่อไปเอาดวงตาเทพคืน แต่กลับพบว่าไฟล์ของดวงตาเทพอยู่ในรถยนต์คันหนึ่งซึ่งเพื่อนที่ไว้ใจได้ของเธอ ดันเอาไปขายมันในรูปของไดรฟ์ ดอมและ

ไบรอันขโมยไฟล์ดวงตาเทพออกมาได้และใช้ค้นหาตัวชอว์ แล้วบุกเข้าไปเพื่อจับตัวชอว์ แต่กลับถูกทหารของจากันดีที่เป็นพันธมิตรกับชอว์ซุ่มโจมตี ดอม ไบรอันและมิสเตอร์โนบอดีหลบหนีออกมาได้ แต่ดวงตาเทพดันตกไปอยู่ในมือของจากันดี ส่วนมิสเตอร์โนบอดีถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ดอมและไบรอันจึงตัดสินใจกลับไปตั้งหลักที่ลอสแอนเจลิสเพื่อรับมือชอว์และจากันดี โดยไบรอันสัญญากับมีอา ภรรยาของเขาว่านี่จะเป็นงานสุดท้ายก่อนเขาจะวางมือเพื่อครอบครัว

จากันดีขึ้นเฮลิคอปเตอร์และใช้โดรนสังหารบุกมา ไบรอัน แรมซีย์และลูกทีมได้หลบหนีโดยใช้รถยนต์ แรมซีย์แฮคดวงตาเทพคืนได้สำเร็จ ในเวลาเดียวกัน ดอมและชอว์ได้แยกไปสู้กันตัวต่อตัวบนลานจอดรถ ฮ็อบส์เห็นเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมโดยจากันดี จึงออกจากโรงพยาบาลมาช่วยทีมของดอมและไบรอัน หลังเอาชนะชอว์ ดอมได้ขับรถเอากระเป๋าใส่ระเบิดขึ้นไปเกี่ยวกับเฮลิคอปเตอร์ของจากันดีได้สำเร็จ ก่อนที่รถตกลงมากระแทกกับพื้น ทำให้ดอมบาดเจ็บและหมดสติไป ฮ็อบส์ใช้ปืนยิงกระเป๋าใบนั้นให้ระเบิดทำงาน ทำให้เฮลิคอปเตอร์ระเบิด เลตตี แฟนของดอมและลูกทีมรีบเข้ามาช่วยดอม ดอมคืนสติหลังจากเลตตีบอกว่าตนได้ความทรงจำกลับมาแล้ว

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ชอว์ถูกฮ็อบส์คุมขังในคุกลับความปลอดภัยสูง ส่วนทีมของดอมก็กลับมาอยู่กันอย่างสงบสุขอีกครั้ง วันหนึ่งทั้งหมดได้ไปเที่ยวที่ทะเล ดอมปลีกตัวออกมาแล้วขับรถไปตามถนน แต่เห็นไบรอันขับรถมาเทียบข้าง ๆ ทั้งคู่ก็ขับรถออกตัวไปพร้อมกัน ดอมคิดถึงช่วงเวลาในอดีตที่เขาได้ผจญภัยกับไบรอัน ก่อนเขาและไบรอันจะขับรถแยกกันไปคนละเส้นทางตรงทางแยกท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง

 

รีวิวหนังภาคแรก 365 DNI : อีโรติกดราม่า เผ็ดพริกยกสวน 20+

รีวิวหนังภาคแรก 365 DNI : อีโรติกดราม่า เผ็ดพริกยกสวน 20+ ลุ้นภาค2 จะออกเมื่อไหร่

รีวิวหนังใหม่ 365 DNI ที่ร้อนแรงใน Netflix | TrueID In-Trend

ภาพยนตร์เผ็ดร้อนจากโปแลนด์ที่ต้องบอกว่า อีโรติกดราม่า แซบพริกหมดสวนไปเลยจ้ะ ถ้าเป็นกับข้าวก็เครื่องแกงแน่นตั้บ เรื่องนี้สร้างมาจากหนังสือของ Blanka Lipinska นักเขียนสาวสุดแซบวัย 35 ชาวโปแลนด์ ซึ่งออกมาถึง 3 เล่มกันเลยเชียว

เล่าเรื่องราวของ มัสซิโม (michele morrone) มาเฟียกล้ามแน่น เข้ม ดุ กับ เลาร่า (Anna Maria Sieklucka) นักธุรกิจสาวสุดเซ็กซี่ เลาร่านี่เป็นสาวน้อยในฝันของมัสซิโม่ เขาแอบฝันถึง แอบเห็น ปิ๊งหนักหน่วงจนจำฝังใจและอยากได้มาครอบครอง 365 DNI

รีวิวหนังเรื่อง The King  ของNetflix กับ สงคราม 100 ปี อังกฤษ-ฝรั่งเศส

รีวิวหนังเรื่อง The King  ของNetflix กับ สงคราม 100 ปี อังกฤษ-ฝรั่งเศส

The King Netflix

The KingNetflix ภาพยนตร์ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเชิดชูวีรกรรมของ พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 (Henry V) ซึ่งเป็นกษัตริย์อังกฤษผู้เข้าร่วมในสงคราม 100 ปี อังกฤษ-ฝรั่งเศส และมีชื่อเสียงมากในบรรดากษัตริย์ของอังกฤษ

The Kingเป็นผลงาน กำกับ และ เขียนบท โดย David Michôd ซึ่งเข้าใจว่านี่คือผลงานกำกับเต็มตัวเองเรื่องแรก หลังจากเคยทำหน้าที่เป็นคนเขียนบทให้กับผลงานอย่าง Animal Kingdom, The Rover, War Machine (ทั้งหมดสามารถรับชมได้ทาง Netflix)

สำหรับ The King นับว่าเป็นผลงานที่ดัดแปลงและอ้างอิงเนื้อหามาจาก Henry V บทละครเรื่องยิ่งใหญ่ของ วิลเลียม เช็คสเปียร์ กวีชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานอมตะมากมายไว้ให้โลก ไม่ว่าจะเป็น Romeo & Juliet, Hamlet, The Midsummer Night Dream ฯลฯ

เรื่องย่อ

เรื่องราวในหนังจะเริ่มจับเหตุการณ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 ในยุคสมัยที่ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส กำลังทำสงคราม 100 ปี โดยจะบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยยังเป็น เจ้าชาย เฮนรี่ “ฮัล” (รับบทโดย ทิโมธี ชาลาเม็ต) โอรสองค์โตของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 กษัตริย์แห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าชายที่มีอุปนิสัย เสเพล ชอบการดื่มสุรา และผู้หญิง และยังมีความขัดแย้งกับบิดาตนเอง ทำให้ตำแหน่งรัชทายาทไปอยู่กับโธมัสที่เป็นน้องชาย แม้ว่าที่จริงแล้วเจ้าชายเฮนรี่จะเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถ ทั้งในด้านการทำสงครามและทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างจากบิดาตนเอง

สำหรับสถานการณ์ของอังกฤษในเวลานั้น กำลังเผชิญหน้ากับการลุกฮือก่อกบฏภายในจากสก็อตแลนด์และเวลส์ ในขณะที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 ล้มป่วยและสิ้นลง เจ้าชายโธมัสก็เสียชีวิตในสนามรบ ทำให้ เจ้าชายเฮนรี่ ผู้ซึ่งไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้รับสืบทอดราชบัลลังก์ต่อมาแล้วกลายเป็น พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 เรื่องราวจึงได้เริ่มขึ้น

เรื่องราวในหนังช่วงแรกจะโฟกัสที่ความขัดแย้งภายในของอังกฤษ ซึ่งเฮนรี่ต้องเผชิญตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ เมื่อเขาขึ้นเป็นกษัตริย์ตั้งแต่ยังหนุ่ม ก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาหลายอย่างด้วยมุมมองและวิธีการที่แตกต่างจากบิดาตนเอง

ส่วนในช่วงที่สอง ซึ่งถือว่าเป็นเส้นเรื่องหลักอีกเส้น ก็คือความขัดแย้งกับฝรั่งเศส ซึ่งมีโดแฟ็งแห่งฝรั่งเศส (รับบทโดย โรเบิร์ต แพททินสัน พระเอกดังจาก ทไวท์ไลท์) เป็นคู่ปรับคนสำคัญ

สำหรับปัญหาของหนังคือ การเล่าเรื่องราวในช่วงนี้ ไม่ได้ปราณีกับคนดูที่ไม่ได้ทราบพื้นหลังภายในอังกฤษเวลานั้นเอาซะเลย แม้ว่าตัวหนังจะมีการเดินเรื่องที่ค่อนข้างกระชับ แต่มันกลายเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ได้ทราบประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นมาบ้าง จะมีปัญหาพอสมควร เพราะเรื่องไม่ได้มีการปูพื้นให้คนดูทราบเรื่องความขัดแย้งต่าง ๆ ในอังกฤษ รวมถึงกับฝรั่งเศสมากนัก ดูหนังออนไลน์

รีวิวซีรีย์ Riverdale – Season 5 ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความคุ้มค่า

รีวิวซีรีย์ Riverdale – Season 5 ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความคุ้มค่า

Riverdale TH ♡ (@RiverdaleTH) | Twitter

Riverdale ซีซั่นล่าสุดซึ่งเป็นละครวัยรุ่นที่มีชื่อเสียงในเรื่องความคุ้มค่าและพล็อตเรื่องแปลกใหม่และสรุปว่าไม่ทำให้ผิดหวัง

การจับกุมจำนวนมากในโรงเรียนฆาตกรต่อเนื่องการโจมตีของหมีและฟาร์มที่มีการเก็บเกี่ยวอวัยวะเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงเรื่องที่แปลกประหลาดที่ได้รับความนิยมจากหน้าจอของเราตั้งแต่Riverdaleเริ่มในปี 2560 ซึ่งเป็นการแสดงที่เริ่มต้นโดยเกือบจะไร้เดียงสาเมื่อเทียบกับ เรื่องราวต่อมาบางเรื่องกับการตายอย่างลึกลับของ Jason Blossom (Trevor Stines) ตามชีวิตของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆริเวอร์เดลเป็นละครวัยรุ่นที่กำลังจะมาถึงซึ่งเต็มไปด้วยความเสียใจครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์และเพื่อนที่ซื่อสัตย์
“เต็มไปด้วยความเสียใจครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์และเพื่อนที่ซื่อสัตย์”
เวอร์เดลซีซั่นสี่ครอบคลุมพื้นที่มากมาย: เบ็ตตี้ (ลิลี่ไรน์ฮาร์ท) และจั๊กเฮด (โคลสปราส์) เริ่มทำงานสืบสวนให้เอฟบีไอโดยไม่มีคุณสมบัติใด ๆ นอกจาก ‘ยีนฆาตกรต่อเนื่อง’ ที่สร้างขึ้นของเบ็ตตี้; Cheryl (Madelaine Petsch) และ Veronica (Camila Mendes) เริ่มต้นธุรกิจเหล้ารัมทำให้ Hiram (Mark Consuelos) ไม่พอใจ; และอาร์ชี (KJ Apa) พิจารณาเข้าร่วมโรงเรียนนายเรือหลังจากการจากไปอย่างน่าเศร้าของพ่อของเขา หลังจากโครงเรื่องการตายปลอม ๆ ของ Jughead ถูกปิดฉากลงในที่สุดฤดูกาลก็สิ้นสุดลงโดยธรรมชาติทำให้ผู้ชมหมดหวังที่จะค้นหาว่าใครเป็นผู้สร้างวิดีโอเทปที่น่าขนลุกเหล่านั้นซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงพฤติกรรมในเมืองเล็ก ๆ ที่ธรรมดามาก Season 5

รีวิวซีรีย์เกาหลี 2021 : Taxi Driver ที่มาแรงแซงทางโค้งตอนนี้ 

รีวิวซีรีย์เกาหลี 2021 : Taxi Driver ที่มาแรงแซงทางโค้งตอนนี้ 

ดูดีไหม ? Taxi Driver (2021) | แท็กซี่ VIP พร้อมปิดบัญชีแค้น

ซีรีส์ที่มาแรงแซงทางโค้งในตอนนี้จะเป็นเรื่องอะไรไม่ได้อีกแล้วนอกจาก Taxi Driver ถึงแม้จะออกอากาศมาเพียง 4 ตอนแต่สามารถเรียกเรตติ้งไปได้มากถึง 15.6%!!!  ซึ่งคิดเทียบจำนวนผู้ชมในเกาหลีใต้ในตอนดังกล่าว จำนวนผู้ชมตอนนี้จึงมีมากถึง 3.117 ล้านคนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าซิ่งแรงแซงทางโค้งเรื่องอื่นๆแบบไม่เห็นฝุ่น และเรื่องนี้ยังเป็นการกลับมารับบทนำซีรีส์ในรอบ 3 ปี ของนักแสดงอีเจฮุนอีกด้วย บอกได้คำเดียวว่าปังมากกก งานดีงานพรีเมี่ยม ไม่ดูไม่ได้!

axi Driver เป็นซีรีส์อีกเรื่องในปีนี้ที่สร้างมาจากเว็บตูนที่ชื่อว่า โมบอมเท็กชี (모범택시) ผลงานของนักเขียนคาร์ลอส และนักวาดอีแจจิน เมื่อถูกนำมาเนรมิตให้กลายเป็นซีรีส์สุดมันส์ในล็อตที่ 2 ของไตรมาสนี้ก็ได้นักเขียนบทโอซังโฮ นักเขียนบทสายหนังแอคชั่นเจ้าของผลงาน Codename: Jackal (2012) , Fabricated City (2017) และได้ผู้กำกับอย่าง พัคจุนอู จากซีรีส์เรื่อง Doctor Detective มาร่วมทีมในการรังสรรค์ Taxi Driver ให้ออกมาพรีเมี่ยมที่สุด ดูหนังออนไลน์