Jitta Wealth เปิดตัวกองทุนส่วนบุคคล Jitta Ranking-U.S.

Jitta Wealth เปิดตัวกองทุนส่วนบุคคล Jitta Ranking-U.S. Tech ลงทุนธุรกิจเมกะเทรนด์ขับเคลื่อนโลก

บลจ.จิตตะ เวลธ์ จำกัด (Jitta Wealth) สตาร์ทอัพ WealthTech แรกของไทยที่ได้รับอนุญาตบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดให้บริการกองทุนส่วนบุคคล Jitta Ranking – U.S. Tech เพื่อให้นักลงทุนได้มีโอกาสลงทุนหุ้นธุรกิจแห่งอนาคตในสหรัฐอเมริกา โดยใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวที่เรียกว่า Jitta Ranking วิเคราะห์และคัดกรองหุ้นเทคโนโลยีประมาณ 30 หุ้นที่มีผลประกอบการดี เติบโตสูง น่าลงทุนที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แนสแดค (Nasdaq) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค (NYSE) กระจายความเสี่ยงและปรับพอร์ตอัตโนมัติทุก 3 เดือน ซึ่งเป็นแนวทางที่พิสูจน์ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีแล้วพบว่า ทำกำไรได้เฉลี่ย 17.67% ต่อปี มากกว่าอัตราผลตอบแทนดัชนี Nasdaq ที่ทำได้ 16.09% ต่อปี และ S&P 500 ที่ทำได้ 13.56% ต่อปี โดยการลงทุนในกองทุนดังกล่าวเริ่มต้น 3 ล้านบาท

Jitta Ranking – U.S. Tech คือ การลงทุนหุ้นเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยี มีจุดเด่น คือ ช่วยคัดสรรหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดด้วยอัลกอริทึมอย่างมีหลักการ ไม่โน้มเอียงไปตามความชอบส่วนบุคคล ทั้งรักษาวินัยการลงทุนที่ดีด้วยการปรับพอร์ตอัตโนมัติทุกๆ 3 เดือน พร้อมค่าธรรมเนียมที่ต่ำและยุติธรรม โดยมีค่าบริหารจัดการต่ำมากเพียง 0.5% ต่อปี และส่วนแบ่ง 10% ของกำไร ที่นักลงทุนจ่ายเฉพาะปีที่มีกำไรเท่านั้น

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานบริหารJitta Wealth กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมเกือบ 4 ล้านคน และผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นวันละ 5-6 หมื่นคน ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับลดลง 0.01% จากต้นปี 2563 ดัชนี Nasdaq ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้นมาถึง 17%

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเทคโนโลยีเป็นอันมาก เนื่องจากประชาชนต้องปรับตัว หันมาทำกิจกรรมเกือบแทบทุกอย่างออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากที่บ้านหรือ Work from Home การเข้าร่วมงานสัมมนาผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) การซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ (E-Commerce) สั่งอาหาร หรือสินค้า ผ่านบริการเดลิเวอรี่ (Delivery) และการรับชมภาพยนต์จากระบบสตรีมมิง (Streaming) ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ (Smartphone) หรือ แทบเล็ต (Tablet) อ่านเพิ่มเติม

SBITO ร่วมมือ อาคเนย์ เปิดบัญชีหุ้นรับคะแนนสะสม SPlus+

SBITO ร่วมมือ อาคเนย์ ขยายสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้า-พนักงานกลุ่มอาคเนย์ เปิดบัญชีหุ้นรับคะแนนสะสม SPlus+

SBITO ขยายความร่วมมือ อาคเนย์ หลังได้ผลตอบรับจากลูกค้ากลุ่มประกันที่สนใจการลงทุน พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้า รวมถึงพนักงานกลุ่มอาคเนย์ เมื่อเปิดบัญชีกับ SBITO สำเร็จรับคะแนนสะสม SPlus+ 375 คะแนน ด้าน “คะซึนาริ โอกาวะ” ซีอีโอ SBITO มั่นใจได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนกลุ่มประกัน พร้อมย้ำการขยายฐานนักลงทุนไปยังกลุ่มใหม่ๆ ให้ได้มีโอกาสการลงทุนในตลาดทุนไทย

นายคะซึนาริ โอากวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอส บี ไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด(SBITO) ผู้ให้บริการธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างนักลงทุนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดทุนไทย บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกับหลากหลายธุรกิจ โดยหนึ่งในนั้นคือการร่วมมือกับ อาคเนย์ กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน หนึ่งในสายธุรกิจหลักของ บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ ผู้ให้บริการ S Plus+ แอปพลิเคชัน ซึ่งจากความร่วมมือได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากกลุ่มลูกค้าในธุรกิจประกันที่สนใจการลงทุนจนสิ้นสุดระยะเวลาโครงการฯ บริษัทฯ จึงได้ขยายความร่วมมือกับอาคเนย์ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์นี้ให้แก่ลูกค้าอาคเนย์ พร้อมขยายสิทธิประโยชน์ครอบคลุมถึงพนักงานกลุ่มอาคเนย์ ที่สนใจเรื่องการลงทุนได้เข้าถึงบริการและแพลทฟอร์มการลงทุนออนไลน์ของ SBITO ซึ่งสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ยุคดิจิทัล ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย พร้อมกับค่าคอมมิชชั่นที่ดีที่สุดในการลงทุน เพิ่มโอกาสให้นักลงทุนกลุ่มประกันได้เข้าถึงการลงในตลาดการลงทุนของประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น อ่านเพิ่มเติม

ฮั่งเส็งเปิดบวก 177.96 จุด ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดพุ่งขึ้น

ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง : ฮั่งเส็งเปิดบวก 177.96 จุด ตามทิศทางดาวโจนส์

ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดบวกเช้านี้ ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนทำให้นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นที่ปลอดภัยและสามารถต้านทานวัฎจักรทางเศรษฐกิจได้ดี (defensive stocks) เช่นหุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคและกลุ่มสาธารณูปโภค

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีฮั่งเส็งเปิดบวก 177.96 จุด หรือ +0.71% แตะที่ 25,235.90 จุด อ่านเพิ่มเติม

ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลักลดลง 0.14% นักลงทุนวิตกสถานการณ์โควิด-19

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก : ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลักลดลง 0.14% นักลงทุนวิตกสถานการณ์โควิด-19

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (22 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐและทั่วโลก

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.14% สู่ระดับ 94.9851 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9297 ฟรังก์ จากระดับ 0.9327 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3414 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3438 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 107.23 เยน จากระดับ 106.78 เยน อ่านเพิ่มเติม

กรุงศรีรายงานผลกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2563 จำนวน 13.5 พันล้านบาท

“กรุงศรี” รายงานผลกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2563 จำนวน 13.5 พันล้านบาท สินเชื่อเติบโต 2.0%

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลการดำเนินงานสำหรับงวดครึ่งปีแรกของปี 2563 โดยมีกำไรสุทธิจำนวน 13.5 พันล้านบาท ลดลง 31.4% จากช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ซึ่งมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้นจำนวน 50% ของบริษัท เงินติดล้อ จำกัด ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

หากไม่รวมรายการพิเศษในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 กำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ลดลง 2.9% หรือจำนวน 0.4 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2562 โดยปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าเผื่อการขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 4.3 พันล้านบาท ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 และนโยบายการตั้งสำรองด้วยความรอบคอบระมัดระวังในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรง

สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2563

กำไรสุทธิ: จำนวน 13.5 พันล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563เงินให้สินเชื่อ: เพิ่มขึ้น 2.0% หรือจำนวน 36.9 พันล้านบาท จาก ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากมาตรการสนับสนุนเพื่อตอบสนองความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่มลูกค้าธุรกิจ โดยเฉพาะการเสริมสภาพคล่องภายใต้โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่กลุ่มลูกค้า SME ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 สินเชื่อลูกค้าธุรกิจและสินเชื่อลูกค้า SME เพิ่มขึ้น 4.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่สินเชื่อลูกค้ารายย่อยปรับลดลง 0.1%เงินรับฝาก: เพิ่มขึ้น 8.4% หรือจำนวน 131.8 พันล้านบาท จาก ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562 สอดคล้องกับอุตสาหกรรมธนาคารทั้งระบบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM): อยู่ที่ 3.74% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 เทียบกับ 3.69% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 เนื่องจากต้นทุนทางการเงินปรับลดลงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย: ลดลง 40.3% หรือจำนวน 10.7 พันล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปี 2562 เนื่องจากไม่มีการบันทึกกำไรจากการลงทุนเหมือนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 และการปรับลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ซึ่งเป็นผลจากกิจกรรมทางธุรกิจของลูกค้ารายย่อยที่ซบเซาตามสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว หากไม่รวมรายการพิเศษที่บันทึกในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 11.7% หรือจำนวน 2.1 พันล้านบาทอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้: อยู่ที่ระดับ 41.4% เทียบกับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานตามปกติในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 45.4% สะท้อนการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเชิงรุกเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมในการดำเนินงานที่ไม่เอื้ออำนวยในปัจจุบันอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio): อยู่ที่ระดับ 2.20% เทียบกับ 1.98% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้: อยู่ที่ระดับ 156.2% เทียบกับ 163.8% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง: อยู่ที่ 16.61% อ่านเพิ่มเติม

เงินติดล้อ หนุนลูกค้าฟื้นตัวจากพิษโควิด-19 ลดการกู้นอกระบบ

เงินติดล้อ หนุนลูกค้าฟื้นตัวจากพิษโควิด-19 ลดการกู้นอกระบบ

นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลต่อรายได้และการประกอบอาชีพเป็นอย่างมาก แม้ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศจะอยู่ในเกณฑ์ดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่ประชาชนระดับฐานราก หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ยังคงต้องการเงินทุนเพื่อฟื้นฟูกิจการของตนเอง ปัจจุบันเงินติดล้อมุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการเงินเพื่อสนับสนุนให้กลุ่มลูกค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพตนเอง และเพื่อช่วยให้ลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางไม่ต้องหันไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบ ซึ่งเปรียบเหมือนหนี้นรกที่คอยซ้ำเติมความทุกข์ยากของลูกค้าและสังคม

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่ผ่านมา เงินติดล้อให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปแล้วมากกว่า 150,000 คน มูลค่าสินเชื่อรวมกว่า 15,000 ล้านบาท อ่านเพิ่มเติม

หุ้นยุโรปปิดบวกที่ 376.70 จุด ขานรับ EU ไฟเขียวตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ภาวะตลาดหุ้นยุโรป : หุ้นยุโรปปิดบวกที่ 376.70 จุด ขานรับ EU ไฟเขียวตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (21 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่ผู้นำสหภาพยุโรป (EU ) บรรลุข้อตกลงในการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

ดัชนี Stoxx Europe 600 บวก 0.32% ปิดที่ 376.70 จุด

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,171.83 จุด เพิ่มขึ้น 124.91 จุด หรือ +0.96%, ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,104.28 จุด เพิ่มขึ้น 11.11 จุด หรือ +0.22% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,269.73 จุด เพิ่มขึ้น 8.21 จุด หรือ +0.13% อ่านเพิ่มเติม

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้นวันนี้ที่ 6.9718 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้นวันนี้ที่ 6.9718 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนแข็งค่าขึ้น 0.0144 อยู่ที่ระดับ 6.9718 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน อ่านเพิ่มเติม

หุ้นไทยปิดพุ่ง 11.72 จุด ขานรับนายกฯเปิดโผครม.ยอมรับทาบ”ปรีดี ดาวฉาย”

ภาวะตลาดหุ้นไทย : หุ้นไทยปิดพุ่ง 11.72 จุด ขานรับนายกฯเปิดโผครม.ยอมรับทาบ”ปรีดี ดาวฉาย”/สัปดาห์หน้าแกว่งไซด์เวย์

ตลาดหลักทรัพย์ ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,359.58 จุด เพิ่มขึ้น 11.72 จุด (+0.87%) มูลค่าการซื้อขาย 41,354.56 ล้านบาท

การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดทั้งวัน โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,361.39 จุด และทำระดับต่ำสุด 1,350.10 จุด

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 714 หลักทรัพย์ ลดลง 581 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 449 หลักทรัพย์

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงท้าย หลังนายกรัฐมนตรีออกมายอมรับว่าได้ทาบทามนายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เข้าร่วมทีมเศรษฐกิจในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างรอคำตอบ พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่คุมทีมเศรษฐกิจด้วยตนเอง ซึ่งความคืบหน้าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกของตลาดฯ

นอกจากนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในไทย ก็ยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ แต่ราคาน้ำมัน และการท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับมา ทำให้นักลงทุนยังคงระมัดระวังและเลือกหุ้นลงทุนเป็นรายตัวลักษณะเทรดดิ้งสั้น ๆ โดยมีแรงซื้อหุ้นในกลุ่ม Deomestic plays ที่มาช่วยพยุงตลาดไว้ พร้อมให้ติดตามการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/63 ของกลุ่มแบงก์ที่จะทยอยออกมาในช่วงนี้

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเคลื่อนไหวในแดนบวก-ลบคละกัน ขณะที่ตลาดในยุโรปเทรดบ่ายนี้ส่วนใหญ่จะติดลบ สวนทางดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่บวกได้เล็กน้อย

แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า นายมงคล กล่าวว่า ตลาดฯคงจะแกว่งไซด์เวย์ในกรอบ 1,320-1,370 จุด ซึ่งหากดัชนีฯยังไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,370 จุด ก็ถือว่ายังไม่จบการปรับฐาน

สัปดาห์หน้าให้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เนื่องจากจะมีผลต่อราคาน้ำมัน และการท่องที่ยว รวมถึงให้ติดตามการทยอยประกาศงบฯของกลุ่มแบงก์ต่อไป และติดตามความคืบหน้าการปรับครม. รวมถึงตัวเลขส่งออกของไทยที่จะออกวันที่ 22 ก.ค.นี้ อีกทั้งเกาะติดความสัมพันธ์สหรัฐและจีน อย่างใกล้ชิด อ่านเพิ่มเติม

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจ – การแพร่ระบาดของโควิด

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว นักลงทุนจับตา ข้อมูลเศรษฐกิจ – การแพร่ระบาดของโควิด-19

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ณ เวลา 00.17 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 0.625% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.319%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

Worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้พุ่งขึ้นมากกว่า 14 ล้านราย และมียอดผู้เสียชีวิตเกือบ 6 แสนราย

สหรัฐติดอันดับ 1 ของโลกทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้เสียชีวิต โดยมีผู้ติดเชื้อจำนวน 3,695,581 ราย และมีผู้เสียชีวิต 141,125 ราย

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 73.2 ในเดือนก.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าดัชนีจะดีดตัวแตะระดับ 79.0 จากระดับ 78.1 ในเดือนมิ.ย.

ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลง โดยถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ อ่านเพิ่มเติม